×

ราคายางธรรมชาติพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปี! อานิสงส์สงครามดันดีมานด์โลก ธุรกิจแห่เลิกใช้ยางสังเคราะห์น้ำมัน

11.05.2026
  • LOADING...
น้ำยางสีขาวไหลลงสู่ภาชนะจากต้นยางพารา

ในวิกฤต ยังมีโอกาส! ราคายางธรรมชาติพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี ท่ามกลางดีมานด์โลกที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้จาก ยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากน้ำมัน (Oil-derived synthetic Rubber) ไปสู่ ยางธรรมชาติ ในหลายอุตสาหกรรม เลี่ยงวิกฤตน้ำมันในตะวันออกกลาง

 

วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้ผลิตยางรายใหญ่ เปิดเผยว่า โดยปกติผู้ซื้อจะมีการเก็บสินค้าคงคลังอยู่ราว 1-2 เดือน แต่ในปัจจุบันบางรายได้เพิ่มระดับสต็อกเป็นประมาณ 3 เดือน สะท้อนความต้องการวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคายางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจบางส่วนหันกลับมาใช้วัสดุที่ผลิตจากยางธรรมชาติมากขึ้น เนื่องจากยางธรรมชาติสามารถทดแทนยางสังเคราะห์ได้บางส่วนในผลิตภัณฑ์ เช่น ยางรถยนต์และถุงมือ จึงทำให้ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงตามไปด้วย”

 

ข้อมูลจาก Quick-FactSet ระบุว่า ราคาซื้อขายล่วงหน้ายาง TSR20 ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์พุ่งแตะ 2.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2017 และปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปีนี้ 2026

 

สำหรับยางธรรมชาติเป็นวัสดุที่ได้จากการแปรรูปน้ำยาง (latex) ซึ่งเป็นของเหลวสีขาวที่เก็บจากต้นยางพารา นั้นมีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและความยืดหยุ่นสูง จึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยางรถยนต์และถุงมือ

 

รายงานจาก ศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 34% ของผลผลิตโลกในปี 2024 โดยพื้นที่ภาคใต้ที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะต่อการเพาะปลูก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตอันดับสองที่ 14% ตามด้วยไอวอรีโคสต์และเวียดนามที่ 12% และ 9% ตามลำดับ จากผลผลิตรวมทั้งโลกที่ 14.9 ล้านเมตริกตัน

 

ส่วนบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจครบห่วงโซ่อุปทานยาง ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการผลิตสินค้าสำเร็จรูป เช่น ถุงมือ รายงานรายได้ 113.4 พันล้านบาท (ราว 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2025

 

แม้ก่อนหน้านี้ ราคายางธรรมชาติปรับตัวลดลงในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษี ซึ่งสร้างความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจและยอดขายรถยนต์ทั่วโลก โดยนักลงทุนและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้เข้ามาเทขายสินทรัพย์หลายประเภท รวมถึงยางธรรมชาติ

 

ทว่าความต้องการบริโภค จีนถือเป็นผู้บริโภคยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณ 45% ของความต้องการทั้งหมดในปี 2024 สอดคล้องกับบทบาทของจีนในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่

 

ขณะที่ผู้ผลิตยางรายใหญ่ระดับโลก เช่น Michelin, Goodyear, Bridgestone และ Continental ได้ขยายฐานการผลิตในจีน และผู้ผลิตจีนอย่าง ZC Rubber และ Linglong Tire ก็เติบโตอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวและเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา แต่ราคายางยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2025

 

ชัยวัฒน์ โชวเจริญสุข นักวิเคราะห์อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญด้านภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ส่งผลให้เกิดทั้งการเร่งกักตุนสินค้าและการเปลี่ยนมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้นในภาคธุรกิจ

 

“คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป แม้ปัญหาด้านโลจิสติกส์อาจคลี่คลายลง แต่แรงหนุนจากต้นทุนพลังงานโลกที่ยังสูง จะยังหนุนดีมานด์ในระยะยาว”

 

โดยในระยะกลางถึงระยะยาว ความต้องการยางธรรมชาติในจีน คาดว่าจะเติบโตช้าลงและเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวด้านปริมาณ แต่ความต้องการ ‘ยางคุณภาพสูง’ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มากขึ้นและสมรรถนะการเร่งที่สูงขึ้น ทำให้ต้องใช้ยางที่มีความทนทานมากขึ้นและมีสัดส่วนยางธรรมชาติคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายยางในตลาดปลีกปรับเพิ่มตามไปด้วย โดยผู้บริหารจากผู้ผลิตยางญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ดำเนินงานในประเทศไทย ระบุเสริมว่า บริษัทกำลังติดตามราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือนมีนาคม และอาจมีความจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค เพราะต้นทุนค่าขนส่งยังเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

สำหรับบริษัทศรีตรังฯ มองว่า ระดับราคายางที่สูงกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมถือเป็น “ระดับที่ดี” และสนับสนุนผลประกอบการ โดยบริษัทมีแผนเพิ่มยอดขายจาก 1.4 ล้านตัน ในปีก่อนหน้า เป็น 1.6 ล้านตัน และคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวหากระดับราคายังทรงตัวในระดับปัจจุบัน

 

โดยวีรสิทธิ์ระบุว่า หากสภาวะตลาดยังคงเป็นเช่นนี้ บริษัทมีโอกาสสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่งได้ในปีนี้

 

ภาพ: Shutterstock Zhenny-zhenny

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories