“ลูกคือภาพสะท้อนของพ่อแม่ เขาคือเราในเวอร์ชันตัวเล็กกว่า ถ้าพ่อแม่มีแนวคิด พฤติกรรมการเงินอย่างไร ลูกก็จะเป็นอย่างนั้น”
ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทักษะต่างๆ ที่เราเคยมีอาจไม่สามารถพาเราไปต่อได้เมื่อ AI เข้ามา แต่ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ยังเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนเอาตัวรอดในโลกใบนี้ได้ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่กังวลว่าลูกจะมีเงินใช้ไม่พอ เมื่อพวกเขาจากไป
จักรพงษ์ เมษพันธุ์ โค้ชหนุ่ม มันนีโค้ช กล่าวในการบรรยายหัวข้อสร้างทักษะการเงิน ให้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว (Family Financial Literacy) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 พ.ค. 2569
เมื่อพูดถึงการปลูกฝัง ‘ความรู้ทางการเงิน’ ให้ลูก พ่อแม่มักคิดว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังผ่านหลักสูตรการเงินในโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่หลายคนคาดหวังยังไม่เกิดขึ้น แต่ความจริงแล้วการปลูกฝังทักษะการเงินจากครอบครัวเป็นวิธีที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด ดังนั้นการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่ หรือสมาชิกคนใดคนหนึ่ง
ทั้งนี้การจะสร้างทักษะการเงินให้เกิดขึ้นได้ในครอบครัว เพื่อส่งต่ออนาคตทางการเงินที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น ต้องประกอบด้วย 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
- Money Conversation ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการคุยเรื่องเงินภายในบ้าน
- Financial Ecosystem บทบาทหน้าที่และการจัดการการเงินร่วมกัน
- Value-Based Literacy ส่งต่อค่านิยมไม่ใช่แค่ตัวเงิน
- Financial Resilience เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน
ลูกเก่งเรื่องเงินได้ ต้องเริ่ม ‘การเงิน’ ในบ้าน
การมี ‘Money Conversation’ หรือการเปิดอกพูดคุยเรื่องการเงินภายในบ้าน ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ทักษะการเงินได้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
มากกว่าการบังคับให้ลูกเรียนทฤษฎีการเงิน เข้าใจการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่า ลูกเรียนรู้เรื่องเงินจากบ้านก่อนที่จะเรียนรู้จากที่อื่น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่คุยเรื่องการเงินกับลูก เพราะติดกับดักความกังวลว่าในฐานะพ่อแม่ยังไม่เก่งหรือมีความรู้ทางการเงินเพียงพอที่จะสอนลูกได้ หรือมองว่าลูกยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจสถานะการเงิน
ของครอบครัว ทั้งที่ความจริงแล้วผลวิจัยพบว่า ครอบครัวที่สื่อสารเรื่องเงินกับลูกตรงๆ เด็กมีแนวโน้มเปิดรับและยินดีปรับตัว เพื่อภาระลดการเงินของครอบครัว
“พ่อแม่ต้องค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นครูทางการเงิน เป็นที่พื้นที่ปลอดภัย คุยเรื่องเงินได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งแต่ต้องเรียนรู้ไปกับลูก เมื่อพ่อแม่เรียนรู้ไปพร้อมกัน เด็กจะรู้สึกว่าเรื่องเงินเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้”
3 เทคนิค สอนลูกอย่างไรให้ใช้เงินเป็น
กลไกการปลูกฝังเรื่องการเงิน (Financial Socialization) คือเทคนิคการสอนเรื่องเงิน ที่ช่วยทำให้เด็กมีความรู้ทางการเงินและปฏิบัติได้จริง โดยผ่านกระบวนการที่ครอบครัวถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมทางการเงิน สู่ลูกในแต่ละวัน ทั้งที่ตั้งใจและไม่รู้ตัว
ประกอบด้วย 3 เทคนิค
- Financial Modeling การสาธิตผ่านพฤติกรรม
พ่อแม่ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อเป็นตัวอย่างการเงินที่ดีสำหรับลูก เนื่องจากสิ่งที่ลูกสังเกตจากพ่อแม่ในชีวิตประจำวันคือ Implicit socialization ที่มีอิทธิพลสูงสุด หากพ่อแม่มีนิสัยการเงินแย่ ลูกก็มีแนวโน้มจัดการเงินแย่ สะท้อนจากหนี้บัตรเครดิตในวัยผู้ใหญ่ ที่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความอบอุ่นของพ่อแม่
- Parent-Child Discussion การพูดคุยเรื่องเงิน
งานวิจัย T. Rowe Price พบว่า เด็กที่พ่อแม่พูดคุยเรื่องเงินด้วยบ่อย รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เรื่องเงินมากกว่า นอกจากนี้การที่ลูกเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุย
เรื่องเงินเอง นำไปสู่การเตรียมตัวทางการเงินที่ดีกว่า
- Hands-On Learning ฝึกจัดการเงินจริง
ให้ลูกจัดการเงินจริงตามวัย โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นประถม ควรสอนให้เด็กรู้จักให้เหตุผลในการใช้จ่าย และ เน้นสร้างนิสัยการเก็บเงิน ผ่านการตั้งเป้าหมายการออม เมื่อลูกเข้าสู่ชั้นมัธยมให้เน้นฝึกการบริหารเงิน ผ่านการจัดการรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง หรือให้ลูกช่วยวางแผนจัดทริปท่องเที่ยว โดยกำหนดงบประมาณ เพื่อสร้าง muscle memory ทางการเงิน
สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่า การนั่งฟังเลกเชอร์อย่างเดียว เด็กจะเรียนรู้จากการจดจำได้เพียง 10%-20% แต่การเรียนรู้จากสถานการณ์จำลอง ที่ทำให้เด็กต้องคิด ต้องตัดสินใจ จะเพิ่มระดับการเรียนรู้ได้มากถึง 80%-90%
ทั้งนี้ โค้ชหนุ่มทิ้งท้ายว่า
“หัวใจสำคัญเวลาคุยเรื่องเงินกับลูก คือต้องเปิดใจรับฟังมากกว่าสอน ให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด โดยไม่รีบตำหนิ และ เข้าไปช่วยหาทางออก เพื่อให้เด็กเกิดกระบวนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เรารู้จักวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้เงินของลูกมากขึ้น”


