แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแรงคาดหวังในอดีต โดย YLG ชี้ว่าความต้องการทองโลกยังเร่งตัวแตะ 1,231 ตัน จากแรงซื้อสะสมทั้งทองแท่งและธนาคารกลาง ขณะที่ฝั่งเอเชียยังซื้อสวนทางตะวันตก ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘ดอกเบี้ยสูง-ดอลลาร์แข็ง’ คือแรงกดหลัก ทำให้ทองถูกตีความใหม่จากสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่ถูกกดดันจาก Real Yield
ประเด็นสำคัญ
YLG ชี้แรงซื้อจากเอเชียยังแกร่ง สวนทางสหรัฐฯ เริ่มลด ETF ทองคำ
บทวิเคราะห์จาก YLG เผยว่า ไตรมาส 1/2569 ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุด แต่ความต้องการกลับพุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน มูลค่ารวมกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) แรงซื้อหลักมาจากทองคำแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้น 42% แตะ 474 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองสุทธิต่อเนื่อง รวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกัน 17 เดือน โดยเฉพาะ People’s Bank of China ที่อาศัยจังหวะราคาทองพักตัวเข้าซื้อเพิ่มอีก 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 8 เท่า
พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG ระบุว่า จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยมีการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นก็เพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านแรงซื้อจากเอเชียยังคงแข็งแกร่ง สวนทางนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เริ่มลดการถือครอง ETF ทอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ ตลาดทองคำโลก (Structural Turning Point) โดยนักลงทุนเอเชียยังมองทองคำในฐานะสินทรัพย์ ปลอดภัย Safe haven และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่ามุมมองผลตอบแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่กับวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปี
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวก โดย Goldman Sachs คาดทองปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบ 6,250-6,300 ดอลลาร์ ขณะที่ Deutsche Bank ประเมินระยะยาวอาจแตะ 8,000 ดอลลาร์ภายใน 5 ปี จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังต่อเนื่อง
YLG ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ราคาทองจะผันผวนระยะสั้นจากดอลลาร์แข็งและดอกเบี้ยสูง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่ชะลอ และกำลังเป็นฐานสำคัญของแนวโน้มราคาทองระยะยาวในอนาคต
‘ฮั่วเซ่งเฮง’ มองแรงกดดันเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง และตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’
ด้านฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า ภาพรวมของตลาดทองคำโลกสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือแม้โลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน
“โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างที่นักลงทุนคุ้นเคยเหมือนในอดีต ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันและเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการตีความ ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป”
ตลาดทองคำโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนภาพการลงทุนที่แตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายวิกฤตก่อนหน้านี้
“ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า”
ข้อมูลจากต่างประเทศให้มุมมองว่า ตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัจจัยหนุนการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคา พลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง นานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่แท้จริงต่อทองคำไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่การปรับขึ้นของ Real Yield ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำต้นทุนทางการเงินในระบบ ขณะที่การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในระยะนี้สะท้อนทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อและการคงนโยบายการเงินตึงตัวในระยะยาว มากกว่าการไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำ โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะเป็นแรงหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของนโยบายการเงินที่ตึงตัว ส่งผลให้ทองคำในสายตานักลงทุนต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น และแรงซื้อในตลาดโลกลดลง
ตลาดยังเทน้ำหนักท่าที Berkshire Hathaway
นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับท่าทีของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) บริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งถือครองเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.97 แสนล้านดอลลาร์
โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงที่ยังเอื้อต่อการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
สำหรับพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังสะท้อนแรงกดดันต่อทองคำในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานะการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สมีการปรับตัวลดลง
สะท้อนการลดน้ำหนักการถือครองทองคำในระยะสั้น โดยแรงขายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการลดสัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุน
ปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงจากสงครามไม่ได้หายไป แต่ถูก ‘ตีความใหม่’ ผ่านมุมมองของเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
โดยในรอบนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นแรงกระตุ้นเงินเฟ้อ (Inflation shock) มากกว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-off)
ความไม่แน่นอนในขณะนี้ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นำไปสู่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งสุดท้ายกลับเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่มุมมองจากสถาบันการเงินและองค์กรระดับโลกยังคงเห็นตรงกันว่าแนวโน้มระยะยาวของทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยรายงานจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง
โดยเฉพาะการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ขณะที่ J.P. Morgan ให้มุมมองว่า แม้ทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงระยะยาว เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อทองคำ
ในระยะต่อไป ตลาดยังคงต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ผ่านดัชนี CPI และ Core PCE ท่าทีของ Fed ในการประชุม FOMC รวมถึงสัญญาณจาก Dot Plot ทิศทางการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทาง Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ขณะนี้ทองคำกำลังเผชิญกับ ‘การปรับฐานภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน’ มากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น
โดยในระยะต่อไป ทิศทางราคาทองคำจะยังคงขึ้นอยู่กับ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก
“หากมีสัญญาณชัดเจนว่า Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใด ทองคำก็มีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ในเชิงเทคนิคราคาทองคำในต่างประเทศจะมีแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับตามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 200 วัน”
หากหลุดระดับดังกล่าว แนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวอาจจะกลับเป็นขาลงได้เช่นกัน

