วันนี้ (9 พฤษภาคม) นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานข่าวในต่างประเทศเกี่ยวกับการพบผู้ติดเชื้อ ฮันตาไวรัส (Hantavirus) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเรือสำราญแห่งหนึ่ง ว่า กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว โดยสั่งการเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก
นายแพทย์ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ฮันตาไวรัสเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู ซึ่งมนุษย์สามารถติดเชื้อได้จากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ มูล หรือสารคัดหลั่งของหนู โดยมักพบความเสี่ยงในพื้นที่อับทึบและปิดตาย เช่น ห้องเก็บของ โกดัง หรือบริเวณที่มีหนูทำรังอาศัยอยู่ ผู้ที่ได้รับเชื้อในระยะเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ไปจนถึงมีอาการไอและหายใจเหนื่อยหอบ แม้ในบางรายอาจมีพัฒนาการของโรคที่รุนแรง แต่โดยภาพรวมถือเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย อธิบดีกรมการแพทย์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดของโรคนี้ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางการแพทย์ในต่างประเทศพบว่า ฮันตาไวรัสบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะ Andes virus ที่พบในทวีปอเมริกาใต้ อาจสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณีที่มีการคลุกคลีใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน หรือมีการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการใดที่บ่งชี้ว่าไวรัสชนิดนี้จะสามารถแพร่กระจายได้ง่ายหรือขยายวงกว้างในลักษณะเดียวกับโรคโควิด-19 จึงขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยขั้นพื้นฐานเป็นหลัก
ในด้านแนวทางการรักษาทางการแพทย์ ปัจจุบันยังคงเน้นไปที่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การดูแลระบบทางเดินหายใจ การควบคุมภาวะช็อก ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หรือภาวะอวัยวะล้มเหลว แม้ขณะนี้จะมีงานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองที่ศึกษาการนำยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ มาใช้รักษาและพบว่าอาจช่วยลดการแบ่งตัวของไวรัสรวมถึงลดความรุนแรงของโรคได้ แต่ข้อมูลการศึกษาในมนุษย์ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และยังไม่ถูกบรรจุเป็นมาตรฐานการรักษาหลักในปัจจุบัน
ทั้งนี้ กรมการแพทย์ได้เน้นย้ำถึง แนวทางการป้องกันตนเอง ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนู มูลหนู หรือปัสสาวะหนูโดยเด็ดขาด หากต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงที่อาจมีสิ่งปนเปื้อน ไม่ควรใช้วิธีกวาดฝุ่นแห้งเพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจายสู่อากาศ แต่ควรใช้วิธีทำความสะอาดแบบเปียก (Wet Cleaning) แทน หมั่นล้างมือให้สะอาด จัดเก็บอาหารให้มิดชิด และดูแลบ้านเรือนหรือสถานที่เก็บของให้เป็นระเบียบเพื่อลดการสะสมของแหล่งเพาะพันธุ์หนู
ในตอนท้าย นายแพทย์ณัฐพงศ์ ฝากความห่วงใยถึงประชาชนว่า หากผู้ใดมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ไอ หรือหายใจเหนื่อยหอบ ภายหลังจากที่มีประวัติเข้าไปสัมผัสในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีหนูชุกชุม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการสัมผัสอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง


