บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้รวม (Total Revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เติบโตถึง 43% แรงหนุนหลักจากธุรกิจพลังงานเติบโตแกร่ง
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มีรายละเอียด ดังนี้
- ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 614 ล้านบาท เติบโต 251% เนื่องจากโครงการ IPP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะ GNS ที่มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มจาก 4% เป็น 32% ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ด้านโครงการ IPD (GSRC และ GPD) มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เช่นกัน นอกจากนี้ โครงการ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกา รับรู้กำไร 208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากค่า Capacity Payment ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
- ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีการรับรู้ผลกำไรเต็มไตรมาสจากโครงการ Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศที่เปิดดำเนินการเพิ่มเติม 7 โครงการ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแม่โขงในเวียดนาม ได้บรรลุข้อตกลงอัตราค่าไฟใหม่และบันทึกรายได้ย้อนหลัง 636 ล้านบาท ส่วนโครงการพลังงานลม BKR2 ในเยอรมนี รับรู้กำไรเพิ่มขึ้น 79% เป็น 381 ล้านบาท จากความเร็วลมที่เพิ่มขึ้น และโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG พลิกกลับมามีกำไร 50 ล้านบาท แม้จะถูกชดเชยด้วยส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากกลุ่ม Gulf Gunkul ก็ตาม
- ธุรกิจทรัพยากร ซึ่งธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH มีผลกำไร 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินกลยุทธ์ LNG Optimization แม้โครงการ PTT NGD จะมีกำไรลดลงจากผลขาดทุนสัญญาอนุพันธ์ก็ตาม
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% โดยมีสาเหตุหลักจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง
อีกทั้งไตรมาส 1/2569 นี้ GULF มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% ทางด้านฐานะการเงิน บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการออกหุ้นกู้
ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2569 ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตใหม่รวมประมาณ 700 เมกะวัตต์
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน และค่า Capacity Payment ของ Jackson Generation ที่จะปรับขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน นอกจากนี้ จะมีการรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้นโครงการปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท และรายได้เงินปันผลจาก KBANK อีกประมาณ 2,800 ล้านบาท
ในระยะยาว GULF มีแผนพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ทั้ง Direct PPA และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมถึงขยายฐานการลงทุนในยุโรปผ่านการตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มุ่งต่อยอดธุรกิจดิจิทัล โดยตั้งเป้าพัฒนา Data Center ระดับ Hyperscale มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปี ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์และเทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ทั้ง Oracle, Google, Microsoft, Kore.ai และ Agibot เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

