วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงภาคการเกษตรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก นำโดยราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีที่เตรียมพุ่งสูงขึ้น ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่น่าห่วงที่สุด เพราะต้นทุนพุ่งแต่ราคาขายไม่ปรับขึ้นตาม เจาะลึกกลยุทธ์ทางรอดของผู้ประกอบการ และข้อเสนอเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องรีบลงมือทำเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้
ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยผ่านรายการ Morning Wealth ถึงผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่ออุตสาหกรรมเกษตรไทย โดยแม้สองภูมิภาคจะดูห่างไกลกัน แต่ในความเป็นจริง ภาคการเกษตรของไทยซึ่งพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศสูง กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนผ่าน 5 ช่องทางสำคัญ
โดย SCB EIC ประเมินว่าภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
- ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น: เป็นช่องทางที่กระทบต้นทุนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ 3-9% ของต้นทุนรวม ในขณะที่กลุ่มโรงงานแปรรูปและโรงสีได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนส่วนนี้เพียง 1.2-2% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้สร้างแรงบวกต่อ “พืชพลังงาน” เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ทำให้ความต้องการใช้และราคาปรับตัวดีขึ้น รวมถึง “ยางพารา” ที่ได้อานิสงส์จากการนำไปทดแทนยางสังเคราะห์ที่ราคาสูงขึ้นตามทิศทางน้ำมันดิบ
- ราคาปุ๋ยเคมีทะยาน: ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงคือหัวใจของต้นทุนการเกษตร โดยคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 40-54% ของต้นทุนรวม แม้ในขณะนี้ผลกระทบอาจจะยังไม่แสดงอาการชัดเจน เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งได้ใส่ปุ๋ยไปล่วงหน้าแล้ว แต่รอยต่อสำคัญจะอยู่ที่ “ไตรมาส 3” ซึ่งเป็นรอบการใส่ปุ๋ยใหม่ และจะไปกระทบโดยตรงต่อผลผลิตที่จะออกมาในช่วงไตรมาส 4
- อุปสงค์จากตะวันออกกลางหดตัว: ภาวะสงครามบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่ และทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก สินค้าเกษตรที่น่าห่วงที่สุดคือ ‘ข้าว’ เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปยังตะวันออกกลางสูงถึง 12% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด
- ต้นทุนค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น: เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก
- เศรษฐกิจโลกที่เสี่ยงเติบโตต่ำลง: ซึ่งจะย้อนกลับมากดดันอุปสงค์โดยรวมของสินค้าเกษตรในตลาดโลก
ผลกระทบสุทธิชี้ชัด ‘เกษตรกร’ ขาดทุน แต่ ‘โรงงานแปรรูป’ กำไร
เมื่อนำผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบมาประเมินร่วมกัน ดร.เกียรติศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงภาพที่น่ากังวลสำหรับภาคการเกษตรขั้นต้น ดังนี้
- กลุ่มเกษตรกร (ผู้ปลูก): ได้รับผลกระทบสุทธิ ‘ติดลบในทุกพืช’ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ที่บาดเจ็บหนักที่สุด เพราะต้องรับภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นโดยไม่ได้อานิสงส์ด้านราคามาช่วยพยุงเลย สอดคล้องกับข้อมูลที่ SCB EIC ติดตามมาตั้งแต่เริ่มสงครามที่พบว่า ข้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่ราคายังคง ‘ปักหัวลง’ ขณะที่พืชพลังงานและยางพารายังพอมีปัจจัยราคาที่สูงขึ้นมาช่วยหักล้างต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันได้บ้าง
- กลุ่มโรงงานแปรรูป: 4 ใน 5 อุตสาหกรรมแปรรูป ได้รับผลกระทบสุทธิ ‘เป็นบวก’
- โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน: ได้รับผลบวกมากที่สุด จากความต้องการนำไปผลิตไบโอดีเซล
- โรงงานมันสำปะหลัง: ได้รับอานิสงส์บวกจากความต้องการใช้เอทานอลที่พุ่งสูงขึ้น
- โรงงานน้ำตาล: ได้รับผลบวกอย่างมาก เนื่องจาก ‘บราซิล’ ผู้ส่งออกน้ำตาลเบอร์หนึ่งของโลก หันไปนำอ้อยไปผลิตเอทานอลทดแทนน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้อุปทานน้ำตาลในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
- โรงงานยางพารา (ยางแท่ง/ยางแผ่น): ได้รับผลดีจากความต้องการทดแทนยางสังเคราะห์
- โรงสีข้าว: เป็นเพียงกลุ่มเดียวในภาคแปรรูปที่ได้รับผลกระทบสุทธิติดลบ (ราว 0.2%) เนื่องจากไม่ได้ผลบวกจากทิศทางราคา
ทางรอดท่ามกลางวิกฤต กลยุทธ์การปรับตัวของเอกชน
ภายใต้ความผันผวนสูง ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 มิติ คือ
- การบริหารความเสี่ยง (Risk Management): สร้างความยืดหยุ่นด้วยการกระจายความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดส่งออกใดตลาดหนึ่ง หรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งมากเกินไป และเตรียมแผนฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
- การยกระดับประสิทธิภาพ (Cost Reduction): หันมาใช้การทำ เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เช่น การใช้ ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ ที่ให้สารอาหารตามที่พืชและดินต้องการอย่างแท้จริง หรือเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม (เช่น THEOS-2) ที่สามารถวิเคราะห์ความต้องการสารอาหารของพืชได้ รวมถึงลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในช่วงพักฟื้นดิน หรือการผสมปุ๋ยอินทรีย์ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี
SCB EIC ทิ้งท้ายถึงข้อเสนอที่ภาครัฐต้องเร่งลงมือทำเพื่อปกป้องโครงสร้างการเกษตรของประเทศ ดังนี้
- เร่งเจรจาหาแหล่งปุ๋ยนำเข้าทดแทน: ต้องเดินหน้าเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อนำเข้าปุ๋ยให้ทันก่อนไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้สูง และป้องกันปัญหาการระงับการส่งออกปุ๋ยจากประเทศต้นทาง
- อุดหนุนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร: ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนผู้รับจ้างบินโดรนให้เปลี่ยนจากการหว่านปุ๋ยทั่วแปลง มาเป็นการใช้เซนเซอร์ตรวจจับและหว่านปุ๋ยเฉพาะจุดแบบที่ต่างประเทศนิยมใช้
- พุ่งเป้าเยียวยา ‘ชาวนา’ เป็นลำดับแรก: จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือให้ชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่ ‘เกษตรกรผู้ปลูกข้าว’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่บอบช้ำและเปราะบางที่สุดจากวิกฤตในครั้งนี้
ภาพ: marog – pixcells / Shutterstock, Shutterstock.AI Generator

