×

The Devil Wears Prada 2 เปิดตัวพุ่ง 7.65 พันล้านบาททั่วโลก แซงรายได้เปิดตัวภาคแรก 2.8% สะท้อนพลังของผู้ชมหญิงและกระแสคิดถึงอดีต

05.05.2026
  • LOADING...
โปสเตอร์โปรโมทภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2 แสดงตัวเลขรายได้ 7.65 พันล้านบาท สะท้อนพลังผู้ชมหญิงและกระแสความคิดถึงอดีต

The Devil Wears Prada 2 ภาคต่อของหนังคลาสสิกปี 2006 เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยรายได้ทั่วโลกราว 233.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.65 พันล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้ในสหรัฐฯ และแคนาดา 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.52 พันล้านบาท) และอีก 156.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.13 พันล้านบาท) จากตลาดต่างประเทศ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผู้หญิงที่อยากกลับสู่โลกแฟชั่นและสื่อมวลชน หลังภาคแรกเข้าฉายไป 20 ปี

 

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้จาก 20th Century Studios ในเครือ Disney เป็นตัวอย่างล่าสุดของกระแสบ็อกซ์ออฟฟิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง ‘นอสตัลเจีย’ หรือความคิดถึงวัฒนธรรมป็อปยุคก่อนของผู้ชมรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen X ต่อจาก Michael และ The Super Mario Galaxy Movie ที่ทำรายได้ถล่มทลายมาก่อนหน้า

 

ในยุคที่ความวิตกด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ผู้ชมเลือกดื่มด่ำกับภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย เทรนด์นี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของฮอลลีวูด ในช่วงที่แฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Marvel และ Fast & Furious กำลังประสบปัญหา และจำนวนผู้เข้าโรงภาพยนตร์ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด

 

มาร์ธา มอร์ริสัน หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Disney Entertainment Studios ระบุว่า “นอสตัลเจียคือตัวขับเคลื่อนสำคัญในวิธีที่ผู้คนเสพความบันเทิงในตอนนี้ และสำหรับ Prada (The Devil Wears Prada 2) ก็เป็นเช่นนั้นแน่นอน”

 

เปิดตัวสูงกว่าภาคแรก 2.8% ผู้ชม 76% เป็นผู้หญิง

 

 

ที่น่าสนใจคือรายได้เปิดตัวของภาคนี้สูงกว่าภาคแรก 2.8% โดยภาคแรกในปี 2006 เปิดตัวที่ 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) และทำรายได้รวมที่ 326.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.07 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ภาคใหม่ทำรายได้เกือบ 72% ของรายได้รวมภาคแรกในเวลาเพียง 3 วันแรกของการฉาย

 

ตลาดต่างประเทศตอบรับอย่างคึกคัก โดยอิตาลีเป็นการเปิดตัวทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนโดยตัวละครหญิงเรื่องแรกที่เปิดฤดูกาลบ็อกซ์ออฟฟิศฤดูร้อน

 

เดวิด กรอส นักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศ ระบุว่า “ภาพยนตร์แนวดราม่าผสมตลก (Dramedy) น้อยเรื่องที่จะทำรายได้ระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงการที่ภาคต่อทำรายได้สูงกว่าเดิมอีก” ขณะที่ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่ายอดสตรีมภาคแรกเพิ่มขึ้นกว่า 428% จากเดือนมีนาคมถึงเมษายน

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนอิทธิพลของกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นหญิงในตลาดภาพยนตร์อย่างชัดเจน โดย 76% ของผู้ชมเป็นผู้หญิง และเป็นการเปิดตัวที่ทำรายได้สูงที่สุดของ เมอรีล สตรีพ ในทุกตลาดทั่วโลก

 

กลุ่มผู้ชมไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยหนุ่มสาว โดยกลุ่มที่ซื้อตั๋วมากที่สุดคือคนอายุ 25-34 ปี ที่ 28% รองลงมาคือกลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี ที่ 22% เวนดี ฟิเนอร์แมน ผู้อำนวยการสร้าง เล่าว่าการไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นอีเวนต์ที่ผู้คนทั่วโลกแต่งตัวไปดู ทั้งใส่รองเท้าสีแดง, แต่งหน้าและแต่งตัวเลียนแบบตัวละคร พร้อมเอ่ยบทพูดในหนังตามกันไปด้วย

 

ฮอลลีวูดเดินหน้าใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเดิม รับเทรนด์นอสตัลเจีย

 

 

การที่ Disney ตัดสินใจสร้างภาคต่อเกิดขึ้นในช่วงที่ฮอลลีวูดพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมากขึ้น โดยปฏิทินภาพยนตร์ปี 2026 เต็มไปด้วยภาคต่อของแฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Star Wars, Marvel, DC Comics, Toy Story, Super Mario Bros., Hunger Games, Scream, Scary Movie, Minions, Dune และ Jumanji รวมถึงภาคต่อของ Practical Magic ปี 1998 ที่จะเข้าฉายในฤดูใบไม้ร่วง

 

ในงาน CinemaCon ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่สตูดิโอภาพยนตร์ใช้นำเสนอผลงานที่จะเข้าฉายต่อผู้บริหารเครือโรงภาพยนตร์ เต็มไปด้วยดาราอาวุโสที่มาโปรโมตภาคต่อของภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ถึงต้น 2000 ทั้ง Toy Story 5, Practical Magic 2, Focker-in-Law, Scary Movie 6 และ Spaceballs: The New One รวมถึงการนำซีรีส์เกมอย่าง Resident Evil และของเล่นยุค 1980 อย่าง Masters of the Universe มาทำเป็นภาพยนตร์

 

The Devil Wears Prada ภาคแรกออกฉายโดย Twentieth Century Fox และเมื่อ Disney ซื้อกิจการบันเทิงของ Fox ในปี 2019 ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เทียบเท่า Avatar หรือ Planet of the Apes แต่หลังจากภาคต่อถ่ายทำเสร็จเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว Disney ก็มองเห็นศักยภาพและทุ่มงบโฆษณาเต็มที่ พร้อมจับมือแบรนด์ดังอย่าง Dior และ Starbucks โดยมอร์ริสันระบุว่าแคมเปญการตลาดครั้งนี้ “เทียบชั้นกับแคมเปญของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเรา”

 

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า The Devil Wears Prada ยังคงเป็นที่นิยมในวัฒนธรรมป็อปมา 2 ทศวรรษ คือการที่บทพูดในภาพยนตร์กลายเป็นมีมในโซเชียลมีเดีย โดยทีมการตลาดของ Disney ได้นำประโยคในตำนานของสตรีพจากภาคแรกที่ว่า “Florals? For spring? Groundbreaking” (ลายดอกไม้? สำหรับฤดูใบไม้ผลิ? ช่างเป็นการบุกเบิก) มาแปลงเป็นแท็กไลน์โปรโมตภาคต่อว่า “A sequel? For spring? Groundbreaking” (ภาคต่อ? สำหรับฤดูใบไม้ผลิ? ช่างเป็นการบุกเบิก)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Loredana Sangiuliano / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories