พรรคประชาชนใช้เวลา 17.35 น. ของวันที่ 5 เดือน 5 เพื่อเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามของพรรค คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ‘โจ’ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ บนเวทีใน The MITR-TING Hall สามย่านมิตรทาวน์
ชัยวัฒน์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า มีคนเคยกล่าวว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สบายที่สุด ถ้ามีเงินมากพอ เพราะมีทุกสิ่งสุดยอด แต่ถ้าไปถามคนขายข้าวแกง ไรเดอร์ พนักงานออฟฟิศ ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพมันยาก ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเลี้ยงลูก หรือเลี้ยงพ่อแม่ก็ยากลำบาก
“จะเห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพนั้นยากจริงๆ แต่คนกรุงเทพฯ เหมือนจะชาชินแล้ว มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อ จนลืมไปแล้วว่าจริงๆ เมืองกรุงเทพฯ จะทำให้ชีวิตของเขาดีกว่านี้ได้ ชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ควรยากขนาดนี้” ชัยวัฒน์กล่าว
ชัยวัฒน์เล่าเรื่องราวของตนเองในฐานะคนกรุงเทพฯ ที่เติบและโตมาในย่านเก่าแก่ฝั่งธนฯ อยู่ในห้องแถว ต้องช่วยที่บ้านขายของเก็บเงินเพื่อมาซื้อของที่อยากได้ การเดินทางตั้งแต่เรียนจนถึงทำงานที่ย่านลาดพร้าว ต้องต่อรถ ต่อเรือหลายต่อ นี่คือสิ่งที่ตนเผชิญมาตั้งแต่เกิด จึงอยากชวนคนกรุงเทพฯ มาร่วมฝันถึงชีวิตคนกรุงเทพที่ดีกว่านี้
ชัยวัฒน์ชี้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักได้ยินการถกเถียงว่าใครจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้วจบแค่นั้น แทบไม่เคยมีการพูดถึงวาระเมืองกรุงเทพฯ เลยว่าจะเป็นแบบไหน จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร จึงอยากชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า กรุงเทพฯ ดีแค่นี้พอแล้วจริงๆ หรือ ซึ่งตนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้ได้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
“การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่าฯ กทม. ให้ท่านเลือกเพียง 1 คนเท่านั้น แต่ยังเสนอวาระว่ากรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองหลวงอย่างไร คนควรจะมีชีวิตอย่างไร”
“ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน คนกรุงเทพ มีวาระที่จะมานำเสนอ เพราะผมต้องการเห็นกรุงเทพ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก กรุงเทพควรเป็นหลังพิงและลมใต้ปีก เป็นเมืองที่คอยโอบอุ้มเวลาที่ลำบาก เป็นเมืองที่ให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน“ ชัยวัฒน์กล่าว
ชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่ตนเองมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นว่าที่นั่นมองคนเป็นขุมทรัพย์ จึงนำข้อนี้กลับมาว่า เราจะต้องมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง แต่เข้าใจว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งอำนาจและงบประมาณ แต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้กว่าข้อจำกัดของกรุงเทพ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดนั้น
“ต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และคนกลับไปเป็นพลังพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา”
ชัยวัฒน์ระบุว่า ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตทำภารกิจต้องเสียเวลา 3-4 ชั่วโมง ดังนั้น เราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ให้คนกรุงเทพฯ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย
- การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดย กทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ
- ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม. ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ดังนั้น กทม. ซึ่งมีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อมกัน
- เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม.ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงมีระบบติดตามการขนว่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้
- ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง คือ รอ หรือจ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คนกรุงเทพฯ ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมา กทม. ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้
“ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงในครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของกรุงเทพฯ เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่
“เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ ประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯ เลือก” ชัยวัฒน์กล่าว


