ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ หอการค้าไทยนำทัพ 14 บิ๊กคอร์ป ผนึก ‘ทีมไทยแลนด์+’ บุกเวที SelectUSA 2026 ที่วอชิงตัน
ประเด็นสำคัญ
โดยการเดินทางครั้งนี้ ‘ศุภจี’ รุกเดินหน้าขยายโอกาสการค้า-การลงทุน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ พร้อมหารือผู้แทนการค้า ‘USTR’ เคลียร์ปมมาตรา 301 ครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้า
แม้ USTR คงสถานะประเทศไทยไว้ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL) พร้อมผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี
‘หอการค้าไทย’ นำทีมเอกชน ‘ทีมไทยแลนด์+’ รุกขยายการค้าไทย-สหรัฐฯ SelectUSA
วันที่ 2 พ.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมนำคณะภาคเอกชนไทย 14 บริษัท เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นการบูรณาการการทำงานของ ‘ทีมไทยแลนด์+’ ระหว่างภาครัฐและเอกชน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

โดยการเดินทางครั้งนี้ ภาคเอกชนได้รับเกียรติจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นผู้นำคณะภาคเอกชนไทย สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยมี ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก
สำหรับกำหนดการในช่วงต้น (วันเสาร์-อังคาร) คณะผู้แทนจะเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ อาทิ การพบปะหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ การหารือกับภาคเอกชนและนักลงทุนชั้นนำ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้เวที SelectUSA ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกด้านการส่งเสริมการลงทุนของสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (business networking) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก และการเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับนักลงทุนไทย
“ภาคเอกชนไทย เชื่อมั่นว่า รูปแบบทีมไทยแลนด์ จะช่วยยกระดับศักยภาพไทยในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนอกจากส่งเสริมการค้า ส่งออกและนำเข้า ขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีระบบนิเวศ ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง จะเป็นอีกกลไก สร้างการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์ กล่าว
เดิมพันตลาดสหรัฐฯ 2.8 ล้านล้านบาท ชิงโอกาสใหม่ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึงประมาณ 42% คิดเป็นมูลค่าราว 720,000 ล้านบาท หรือเกือบ 24% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
สะท้อนถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะตลาดหลักของไทย และมีแนวโน้มว่าทั้งปีอาจมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งหมด หรือ 2.8 ล้านล้านบาท
“ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน โดยเฉพาะจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ภาคเอกชนไทยต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ และกระจายความเสี่ยงธุรกิจ การเข้าร่วม SelectUSA ครั้งนี้ เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เสริมความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยภาพรวม” ดร.พจน์ กล่าว
ขณะที่ ในด้านความร่วมมือเชิงนโยบาย ภาคเอกชนไทยยังได้มีบทบาทสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้กับภาครัฐ
“โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาการค้ากับ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอจากภาคธุรกิจไทย อันจะช่วยเสริมความพร้อมของทีมไทยแลนด์ในการดำเนินการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทยได้ร่วมมือกับ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และ หอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) มาอย่างต่อเนื่อง และเคยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit มาแล้วในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หอการค้าไทยฯ คาดว่า การเข้าร่วมในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการ เชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าโลก (global value chain) และสร้างโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา
เปิดชื่อ 14 บิ๊กคอร์ปไทย ร่วมคณะ Select USA 2026
1. The Thai Chamber of Commerce and Board of Trade of Thailand
2. AMCHAM: The American Chamber of Commerce in Thailand
3. Sea Value PLC.
4. CPF North America
5. Thai Union Group
6. Indorama Ventures
7. Gulf Development PCL
8. PTT PCL & PTT International Trading USA Inc.
9. Banpu PCL
10. SCG Packaging
11. Bangkok Bank
12. Merchant Partners
13. Intellectual Design Group
14. Stars Semicon US Inc.
รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าไทย โดยมีกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริหารหอการค้าไทย เข้าร่วม

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทย ในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือ แนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบาย ด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นอกจากศุภจี มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit
“การเดินทางร่วมกับภาคเอกชนครั้งนี้ ยังมีกำหนดการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ”
นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 สหรัฐฯ โดยได้ขอข้อมูลชี้แจงใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่
- อุตสาหกรรมยานยนต์
- ยางพารา
- เครื่องจักร
ทั้งนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการไต่สวนในประเด็นต่างๆ โดยกรณีแรกเป็นการไต่สวนร่วมกับอีก 16 ประเทศ
ขณะที่ อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งมีประเทศที่ถูกตรวจสอบพร้อมกันกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยไทยได้ส่งข้อมูลชี้แจงครบถ้วน และไม่พบข้อบ่งชี้ใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว
สำหรับกระบวนการพิจารณา ได้จัดทำคำชี้แจงภายใต้มาตรา 301 ส่งให้ USTR แล้ว และเตรียมเข้าร่วม Public Hearing และ Technical Consultation ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-14 พ.ค.2569 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing)
เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลที่ไทยยื่นไป และในช่วงวันที่ 13-14 พ.ค. จะมีการหารือเชิงเทคนิค (Technical Consultation) กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)
สหรัฐฯ คงไทยใน Watch List ทรัพย์สินทางปัญญา
รายงานข่าวระบุ อีกว่า ล่าสุด (2 พ.ค.) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ประกาศรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ ประจำปี 2569 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ หรือ Special 301 โดยยังคงสถานะประเทศไทยไว้ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL)
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ รับรู้ถึงพัฒนาการเชิงบวกของไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การป้องปรามการละเมิด และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า USTR ได้จัดทำรายงาน Special 301 เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยแบ่งสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม
ได้แก่ ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด หรือ Priority Foreign Country (PFC), ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ Priority Watch List (PWL) และประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List
สำหรับผลการประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย สหรัฐฯ ยังคงสถานะไทยอยู่ในบัญชี Watch List ร่วมกับอีก 18 ประเทศและกลุ่มประเทศ
ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาร์เบโดส เบลารุส โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ตรินิแดดและโตเบโก และตุรกี
“การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี WL ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมฯ โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าให้สหรัฐฯ ต่อเนื่อง (IP Work Plan) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” อรมน กล่าวทิ้งท้าย

