ไทย-สวีเดน ความสัมพันธ์ที่เชื่อมอดีตสู่อนาคต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังราชอาณาจักรสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ณ กรุงสต็อกโฮล์ม
การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยและสวีเดนเพิ่งยกระดับความสัมพันธ์สู่ Thailand-Sweden Strategic Partnership หรือความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ จึงไม่เพียงสะท้อนพระราชไมตรีระหว่างราชวงศ์ หากยังเปิดทางให้มองความสัมพันธ์สองประเทศในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งเศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรม การค้า การลงทุน และความมั่นคง
ไทย-สวีเดน ยกระดับความร่วมมืออย่างเป็นทางการ
จุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2025 ณ กรุงสต็อกโฮล์ม เมื่อ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น หารือทวิภาคีกับ มาเรีย มาลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ระหว่างการเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการ
ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในสาขาสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ นวัตกรรม สตาร์ทอัพ ป่าไม้อย่างยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว รวมถึงการขยายการค้าและการลงทุน การผลักดัน FTA ไทย-EU ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว การสนับสนุนของสวีเดนต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และประเด็นการยกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย
ในโอกาสเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามใน Thailand-Sweden Strategic Partnership ซึ่งสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองในการยกระดับความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการหารือทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ การค้าและการลงทุน การป้องกันประเทศ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว นวัตกรรม การศึกษา และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
ความสำคัญของกรอบนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการประกาศความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น แต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ใหม่ให้ทั้งสองประเทศต่อยอดความร่วมมือที่มีอยู่เดิม ให้เชื่อมกับโจทย์ใหม่ของโลกและผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
มุมมองจากเอกอัครราชทูตสวีเดน: กรอบเปิดที่รอการเติมเต็ม
อันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE WORLD DIALOGUE เมื่อเดือนมกราคม 2026 ว่า ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-สวีเดนถูกออกแบบไว้ให้กว้างและยืดหยุ่น เพื่อเปิดพื้นที่ให้สองประเทศเติมเต็มความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
“ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์นี้ถูกเขียนขึ้นในกรอบที่ครอบคลุมมาก ซึ่งมอบอิสระให้ทั้งสองฝ่ายในการเติมเต็มเนื้อหาที่ดีเข้าไป”
มุมมองนี้สะท้อนว่า Strategic Partnership ไม่ใช่เอกสารทางการทูตแบบปิดตาย แต่เป็น ‘กรอบเปิด’ ที่ไทยและสวีเดนสามารถใช้เป็นฐานในการขยายความร่วมมือใหม่ตามโจทย์ของโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งเทคโนโลยีสีเขียว ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ความมั่นคง และมาตรฐานเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
คำถามสำคัญต่อจากนี้ คือกรอบความร่วมมือนี้จะถูกแปลงเป็นโครงการ ความร่วมมือ และผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างไร ทั้งสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ
การเปลี่ยนผ่านสีเขียว: โอกาสใหม่ที่มาพร้อมแรงกดดัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนคือ Green Solutions หรือโซลูชันสีเขียว ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทสวีเดนจำนวนมาก เอกอัครราชทูตสวีเดนมองว่า มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและวาระสีเขียวของยุโรปไม่ควรถูกมองเป็นภาระของไทยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสในการยกระดับภาคเอกชน
“เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความขัดแย้ง แต่เป็นโอกาสที่บริษัทไทยจะก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาทางออกสีเขียว… เป็นแรงจูงใจที่ดีให้ภาคเอกชนไทยปรับตัวและทันสมัยมากขึ้น”
สวีเดนเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศขนาดกลางที่พยายามทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินไปพร้อมกับการลดคาร์บอน ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าของสวีเดนราว 98% มาจากแหล่งพลังงานที่ปราศจากฟอสซิล และตามข้อมูลที่เอกอัครราชทูตสวีเดนให้สัมภาษณ์กับ THE WORLD DIALOGUE ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 GDP ของสวีเดนเติบโต 86% ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 19%
แน่นอนว่า เส้นทางของสวีเดนไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ประเทศอื่นจะนำไปใช้ได้ทันที แต่เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เห็นว่า การเติบโตกับการลดคาร์บอนสามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากมีนโยบายต่อเนื่อง ระบบสนับสนุนที่เหมาะสม และความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคนวัตกรรม
สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านสีเขียวจึงเป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคส่งออกต้องเผชิญมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของยุโรปที่เข้มงวดขึ้น การเจรจา FTA ไทย-EU กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และต้นทุนการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME
การค้าไทย-สวีเดน: ฐานทางเศรษฐกิจที่รอการต่อยอด
ในเชิงเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนมีฐานที่จับต้องได้ โดยในปี 2024 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ราว 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท
การส่งออกของไทยไปสวีเดนมีมูลค่า 507.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องสำอาง สบู่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวสาลี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 737.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Strategic Partnership มีฐานทางเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว และยังมีพื้นที่ให้ขยายต่อ โดยเฉพาะในภาคที่สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของโลก ทั้งพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เฮลท์เทค เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนไม่ได้มีความหมายเฉพาะในมิติการค้าแบบเดิม แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายสำรวจความร่วมมือที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเชื่อมโยงกับมาตรฐาน เครือข่าย และเทคโนโลยีใหม่ของยุโรปมากขึ้น
Gripen และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ: ความร่วมมือที่ต้องดูผลระยะยาว
อีกมิติหนึ่งที่น่าจับตามองในความสัมพันธ์ไทย-สวีเดน คือความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับดีลเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของบริษัท Saab
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2025 Saab ประกาศว่าได้ลงนามในสัญญากับสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ของสวีเดน หรือ Swedish Defence Materiel Administration (FMV) และได้รับคำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 ลำ สำหรับราชอาณาจักรไทย มูลค่าประมาณ 5.3 พันล้านโครนาสวีเดน หรือราว 18,700 ล้านบาทโดยมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2025-2030
สัญญาดังกล่าวครอบคลุมเครื่องบิน Gripen E จำนวน 3 ลำ และ Gripen F จำนวน 1 ลำ รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุน และการฝึกอบรม ขณะเดียวกัน Saab ยังลงนามในสัญญากับกองทัพอากาศไทย เพื่อส่งมอบ long-term offset package ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมกับไทย และการลงทุนใหม่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย
ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดีลดังกล่าวสะท้อนว่าความร่วมมือไทย-สวีเดนกำลังขยายสู่มิติความมั่นคงและเทคโนโลยีป้องกันประเทศมากขึ้น แต่ในเชิงผลลัพธ์ สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และประโยชน์ที่ภาคเศรษฐกิจไทยจะได้รับจริงในระยะยาว
อีกด้านหนึ่ง มูลค่าของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเครื่องบินหรือวงเงินจัดซื้อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ขีดความสามารถใหม่ที่ไทยจะสามารถต่อยอดได้จากความร่วมมือนี้
ประสบการณ์ของสวีเดนน่าสนใจ เพราะแม้เคยดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายทหารมายาวนาน แต่ก็ลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองอย่างจริงจัง และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2024 สวีเดนได้เข้าเป็นสมาชิก NATO อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายความมั่นคงสวีเดน
เอกอัครราชทูตสวีเดนอธิบายหลักคิดของประเทศไว้ว่า
“คุณไม่อาจมีความน่าเชื่อถือในการเป็นกลางได้ หากคุณไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ และหากคุณไม่มีพันธมิตร คุณก็ต้องสามารถปกป้องตัวเองได้”
ประโยคนี้สะท้อนบทเรียนของประเทศขนาดกลางในโลกที่ความมั่นคงซับซ้อนขึ้น นั่นคือการรักษาสมดุลไม่ได้หมายถึงการอยู่นิ่ง หากต้องอาศัยพันธมิตรที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ และขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
จากพระราชไมตรีสู่ความร่วมมือในโลกใหม่
การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลอง ณ กรุงสต็อกโฮล์มครั้งนี้ สะท้อนความสัมพันธ์ของสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ระดับแรก คือพระราชพิธีและงานเฉลิมฉลองที่สะท้อนพระราชไมตรีระหว่างราชวงศ์ ความไว้วางใจ และสายสัมพันธ์อันยาวนานที่ทั้งสองประเทศสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน
ระดับที่สอง คือบริบทของความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกำลังขยับจากมิตรภาพเชิงประวัติศาสตร์ ไปสู่ Strategic Partnership ที่ครอบคลุมเศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรม การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระดับประชาชน
ความสัมพันธ์กับสวีเดนจึงเปิดพื้นที่ให้เห็นโจทย์ร่วมของประเทศขนาดกลางในโลกใหม่ ตั้งแต่การสร้างขีดความสามารถของตนเอง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐานการแข่งขัน การทำให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทั้งโอกาสและแรงกดดันที่ต้องบริหาร ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุลในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
พระราชพิธีและงานเฉลิมฉลองที่กรุงสต็อกโฮล์มจึงสะท้อนมากกว่าพระราชไมตรี หากยังเป็นโอกาสในการมองความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนใหม่ ในฐานะความสัมพันธ์ที่มีรากลึกทางประวัติศาสตร์ และกำลังค่อยๆ ถูกต่อยอดไปสู่ความร่วมมือที่ตอบโจทย์อนาคตของทั้งสองประเทศ

