×

ปิดล้อมทับปิดล้อม: เกมเดิมพันฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

30.04.2026
  • LOADING...
ภาพถ่ายดาวเทียม แสดง ช่องแคบฮอร์มุซ และ อ่าวโอมาน

หากผมจะชวนทุกคนมาเล่นเกมกันสักเกมหนึ่ง กติกาง่ายมากครับ บนโต๊ะมีแบงก์ร้อยวางอยู่หนึ่งใบ ผมให้คุณกับผมผลัดกัน “ประมูล” ใครให้ราคาสูงสุดเอาแบงก์ร้อยใบนี้ไปเลย แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คนที่แพ้ประมูลก็ต้องจ่ายเงินที่ตัวเองเสนอไว้ด้วย และเงินนั้นจะไม่ได้คืน

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณประมูลไป 90 บาท แล้วผมเกทับที่ 91 บาท ถ้าคุณหยุด คุณเสียฟรี 90 บาท แต่ถ้าคุณขยับไป 100 บาท อย่างน้อยคุณก็แค่ “เท่าทุน” (จ่ายร้อยได้ร้อย) แต่ถ้าผมบ้าเลือดสู้ไปที่ 110 บาทล่ะ? ตอนนี้เราทั้งคู่เข้าสู่สภาวะ “ขาดทุน” แน่นอนแล้ว แต่คำถามคือ ใครจะยอมถอยออกไปก่อน

 

นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเกมในห้องเรียน แต่นี่คือตรรกะเบื้องหลังความขัดแย้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทั้งคู่ขาดทุนแน่นอนทั้งคู่ และหวังว่าอีกฝ่ายจะทนไม่ได้จนถอยก่อน

 

ช่วงวันที่ 11-12 เมษายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากทั้งสองประเทศไปนั่งคุยกันที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน นานถึง 21 ชั่วโมง แต่ผลปรากฏว่า “คุยไม่รู้เรื่อง” ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิหร่านก็มีเงื่อนไขของตัวเองที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขนาดสมัยบารัก โอบามายังต้องคุยกันถึง 20 เดือน แต่นี่พยายามจะปิดดีลในวันเดียวภายใต้ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม

 

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทรัมป์จึงเลือกใช้วิธี “เพิ่มราคาประมูล” ในเกมนี้ทันที

 

ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมแนวชายฝั่งของอิหร่านทั้งหมด โดยสั่งให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศสกัดกั้นเรือพาณิชย์ทุกลำที่เข้า-ออกพอร์ตของอิหร่าน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ประกาศเลยว่า เรือลำไหนที่ยอมจ่าย “ค่าธรรมเนียมการเดินเรือ” ให้กับกองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกสหรัฐฯ ยึดทันที กลายเป็นว่าตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ตกอยู่ในสภาวะอัมพาตโดยสมบูรณ์

 

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเลือกใช้วิธีการปิดล้อมทางทะเล คำตอบคือ “ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์” ครับ

 

หากสหรัฐฯ เลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้องใช้เรือกวาดทุ่นระเบิด เรือบรรทุกเครื่องบิน และต้องเสี่ยงกับโดรนหรือมิสไซล์ของอิหร่าน ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่การปิดล้อมแบบนี้ มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ใช้เงินเพียงประมาณ 31 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เท่านั้น

 

ในมุมของทรัมป์ นี่คือสงครามที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ โดยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปคุมเชิงในอ่าวโอมาน แล้วใช้เรือขับไล่ลำเล็กๆ ส่งหน่วยทหารขึ้นไปตรวจค้นเรือพาณิชย์ลำไหนที่น่าสงสัย

 

อิหร่านนั้นเหมือนยักษ์ใหญ่ที่มีจุดอ่อนสำคัญ 2 ประการ ที่สหรัฐฯ กำลังจี้จุดตาย

 

ประการแรก ปัญหาสต็อกน้ำมัน แม้อิหร่านจะส่งออกน้ำมันได้บ้างในช่วงก่อนหน้า แต่ตอนนี้สต็อกน้ำมันในประเทศเต็มไปกว่า 60% แล้ว หากถูกปิดล้อมจนส่งออกไม่ได้หลายสัปดาห์ ถังเก็บน้ำมันจะเต็ม และอิหร่านจะต้องลดกำลังการผลิตอย่างมหาศาล ซึ่งนั่นคือความพินาศทางเศรษฐกิจ

 

ประการสอง การนำเข้าพลังงาน ทราบไหมครับว่าประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบมหาศาลอย่างอิหร่าน กลับขาดแคลนโรงกลั่นน้ำมัน อิหร่านต้องลักลอบนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซินและดีเซล) จากยูเออีปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ การปิดล้อมครั้งนี้จะทำให้เส้นทางนี้ถูกตัดขาด ปัจจุบันราคาเบนซินในเตหะรานพุ่งสูงขึ้นถึง 40% แล้ว ซึ่งจะส่งผลตอกย้ำวิกฤตปากท้องและการเงินที่สาหัสมากอยู่แล้วในอิหร่าน ตอนนี้เงินเฟ้อในอิหร่านถือว่าอาการสาหัสมากครับ

 

ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือการนำเอา “โมเดลเวเนซุเอลา” กลับมาใช้ กล่าวคือปิดล้อมทางทะเล กดดันทางการคลัง และบีบให้ถังเก็บน้ำมันในประเทศเต็ม จนรัฐบาลอิหร่านอยู่นิ่งไม่ได้และต้องยอมกลับมาที่โต๊ะเจรจา

 

ในเกมประมูลแบงก์ร้อยที่ผมเล่าให้ฟังตอนต้น สหรัฐฯ กำลังเดิมพันว่า ฉันยอมขาดทุน 150 บาท เพื่อให้อิหร่านขาดทุน 200 บาท เพราะตราบใดที่อิหร่านเจ็บหนักกว่า สหรัฐฯ ก็มองว่าตัวเองเป็นผู้ชนะในเชิงเปรียบเทียบ

 

แต่น่าเสียดายครับที่ในโลกความเป็นจริง ผู้ที่ต้องร่วมชดใช้ค่าประมูลในเกมนี้ไม่ใช่แค่สองมหาอำนาจ แต่คือประเทศอื่นๆ ทั้งหมดที่ตอนนี้ต้องทนกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรือพาณิชย์ที่เข้าออกไม่ได้ และเศรษฐกิจโลกทั้งใบที่ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค

 

นี่คือ “สงครามเศรษฐกิจ” ยุคใหม่ ที่ชัยชนะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครยึดพื้นที่ได้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่า “ใครจะอึดพอที่จะขาดทุนได้นานกว่ากัน” เท่านั้นเอง

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising