วันนี้ (30 เมษายน) ที่ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงความคืบหน้ากรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร ได้หยิบยกประเด็นปัญหาโรงกำจัดขยะอ่อนนุชขึ้นมาหารือ
โดย ชัชชาติยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นที่สะสมและต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ซึ่งทางกรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแก้ไขมาโดยตลอด นำโดยจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การจัดการพื้นที่ที่มีผู้บุกรุกจำนวนมาก โดยได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่รกร้างภายในให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และเปลี่ยนเป็นพื้นที่สวนป่าขนาดใหญ่
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักเกิดจากโรงกำจัดขยะเดิมที่มีการนำขยะมาหมักในปริมาณสูงถึง 800 ตันต่อวัน ซึ่ง กทม. ได้มีคำสั่งให้ปิดปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานแล้ว ขณะเดียวกัน โครงสร้างเดิมมีโรงกำจัดขยะหลัก 2 ประเภท คือ โรงผลิตปุ๋ยและโรงหมักขยะ ซึ่งดำเนินการภายใต้สัญญาสัมปทานเก่าที่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมไว้อย่างรัดกุม อย่างไรก็ตาม กทม. ได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับปรุงระบบให้มีความมิดชิดมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับเป็นระบบปิดเพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวนชุมชนโดยรอบ
“ผมเชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโรงงานเตาเผาขยะซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว และจะเข้ามาช่วยลดปริมาณขยะตกค้างภายนอกพื้นที่ได้เป็นอย่างดี มาตรการต่าง ๆ ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะยังไม่สามารถเห็นผลได้ทันใจแบบ 100% เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ประกอบกับโรงกำจัดขยะซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นหลักจะทยอยหมดสัญญาลงในช่วงปี 2569 – 2570 ซึ่งหลังจากนั้นจะมีโครงการรูปแบบใหม่เข้ามาทดแทน” ชัชชาติ กล่าว
สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนที่ประกอบกิจการคัดแยกขยะและรีไซเคิล ซึ่งลักษณะของขยะประเภทนี้มักไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการกลิ่นเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและลดการใช้เพียงวิจารณญาณส่วนบุคคล กทม. จึงได้นำเทคโนโลยีระบบตรวจวัดกลิ่น (E-Nose) มาติดตั้งในหลายจุด แม้จะยอมรับว่าปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ง่าย แต่ กทม. มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาพื้นที่หลายร้อยไร่บริเวณนี้ ให้ยกระดับกลายเป็นศูนย์อุตสาหกรรมขยะของกรุงเทพมหานคร และเป็นศูนย์ตัวอย่างด้านการรีไซเคิลระดับประเทศในอนาคต
ทางด้าน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า นอกจากการใช้ E-Nose แล้ว ยังได้มีการติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละโรงงานอย่างใกล้ชิด ป้องกันปัญหาการกองขยะในพื้นที่เปิดโล่ง ตลอดจนการปรับปรุงระบบโรงงานกำจัดขยะเชิงกล-ชีวภาพ หรือ MBT (Mechanical Biological Treatment) ที่เคยมีปัญหากลิ่นรบกวน โดยได้เพิ่มโครงสร้างอาคารปิดและระบบประตูสองชั้นสำหรับรถขนถ่ายขยะ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกลิ่นสู่ภายนอก
นอกจากนี้ กทม. ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการรายย่อยที่บุกรุกพื้นที่ เพื่อดึงกลุ่มคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้อง และพัฒนาไปสู่รูปแบบอุตสาหกรรมขยะอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการบริหารจัดการพื้นที่ในภาพรวมให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับนิคมอุตสาหกรรม
โดยล่าสุด ตนพร้อมด้วย ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และแนวทางการทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ร่วมกับชุมชน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่อ่อนนุช พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืนต่อไป


