เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเกือบ 4 ปีของทีมชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะคนที่ทำงานเคียงข้างมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนถึงปัจจุบัน หากถามถึงคะแนนความพึงพอใจ ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถ่อมตัวว่า
ประเด็นสำคัญ
“ถ้าท่านผู้ว่าฯ ให้คะแนนตัวเอง 5 คะแนน เราจะให้เกินนั้นได้อย่างไร เราต้องให้ต่ำกว่าหรืออย่างมากก็เท่ากับท่าน เพราะท่านทำงานหนักขนาดนี้”
แม้ในวัย 70 ปี การทำงานครั้งนี้จะถือเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงาน เมื่อเทียบกับเมื่อ 12-13 ปีก่อนที่เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ซึ่งตอนนั้นยังมีพละกำลังเต็มเปี่ยมเหมือนท่านผู้ว่าฯ ในตอนนี้ แต่ในวัยที่มากขึ้น การทำงานครั้งนี้ก็ถือเป็นบทพิสูจน์ที่เข้มข้นอย่างยิ่ง
หัวใจสำคัญคือการทำงานเป็นทีม
ภาพความประทับใจที่สุดในรอบ 4 ปีที่ อาจารย์ต่อศักดิ์ มองเห็น ไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่คือความเป็นทีม โดยมีท่านผู้ว่าฯ เป็นหัวหน้าทีมที่ให้ความอิสระในการทำงาน ทีมได้เรียนรู้ที่จะเสริมจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของกันและกัน
อาจารย์ต่อศักดิ์ สะท้อนภาพทีมรองผู้ว่าฯ แต่ละท่านที่มีความเก่งเฉพาะทาง
ตั้งแต่รองฯ จักกพันธุ์ ผิวงาม และอาจารย์วิศณุ ทรัพย์สมพล ที่เปรียบเหมือนแม่บ้านตัวหลักและผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง รองฯ ศานนท์ หวังสร้างบุญ คนรุ่นใหม่ที่ทำงานได้อย่างน่าชื่นชม ไปจนถึงอาจารย์ทวิดา กมลเวชช ที่มีโครงสร้างความคิดเป็นระบบเหมือนคอมพิวเตอร์ รวมถึงทีมที่ปรึกษาและน้อง ๆ คนรุ่นใหม่
ความภูมิใจสูงสุดวันนี้จึงไม่ใช่ชื่อเสียงส่วนตัว แต่คือการสร้างประสบการณ์และความสามารถให้คนเหล่านี้ได้เติบโตเพื่อขับเคลื่อนเมืองต่อไปในอนาคต
จากประสบการณ์ CEO สู่บทบาทที่ปรึกษา
การทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ย่อมแตกต่างจากการเป็น CEO หรือฝ่ายปฏิบัติการ เพราะบทบาทนี้คือการรอให้มีคนเข้ามาปรึกษาแล้วจึงให้คำแนะนำ อาจารย์ต่อศักดิ์ เล่าอย่างติดตลกว่า ที่ปรึกษาบางที่อาจจะแค่อ่านหนังสือพิมพ์แล้วกลับบ้านเพราะไม่มีคนมาปรึกษา แต่ที่ กทม. มีงานให้คำปรึกษาตลอดทั้งวัน
ความท้าทายที่ยากที่สุดคือการขับเคลื่อน ระบบความคิด และ เป้าหมาย ลงไปสู่กระบวนการทำงานของระบบราชการที่ซับซ้อนและจุกจิกกว่ารัฐวิสาหกิจมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดถือมาตลอดคือคำว่า สนุก ที่ท่านผู้ว่าฯ เคยเขียนใส่กระดาษไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เพราะงานเมืองมันยากและเหนื่อย หากไม่ทำให้มันสนุกก็จะท้อถอยได้ง่าย ความสนุกจึงเกิดจากการได้แก้ปัญหาและเห็นคนมีความสุขขึ้น
แผลใหญ่ที่ชื่อว่า ‘คอร์รัปชัน’ และการปฏิรูปจากภายใน
ในประเด็นเรื่องคอร์รัปชันที่ อาจารย์ต่อศักดิ์ ยอมรับว่ามันฝังอยู่ในโครงสร้างและพฤติกรรม ทางออกเดียวที่ทำได้ภายใต้กรอบกฎหมายที่ กทม. มีอำนาจคือ “เริ่มที่ตัวเรา”
สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของทีมคือการคืนความยุติธรรมให้ระบบข้าราชการ กทม. ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ การซื้อขายตำแหน่งหรือการวิ่งเต้นถือเป็นเรื่องที่จบสิ้นไป ในช่วงปีแรกอาจยังไม่มีใครเชื่อ แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ยืนยันได้ว่าทุกคนประจักษ์ชัดแล้วว่าการวิ่งเต้นไม่มีผล ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง
อาจารย์ต่อศักดิ์ ยืนยันด้วยความภาคภูมิใจว่า
“อย่าไปเสียเงินให้ใครที่อ้างว่าช่วยได้ เพราะยุคนี้ไม่มีการเรียกรับเงินแน่นอน”
ส่วนเรื่องเครื่องออกกำลังกายหรือปัญหาเก่า ๆ ที่ถูกรื้อขึ้นมา กทม. ยึดหลักการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอกอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) อย่างจริงจัง แม้ผู้ว่าฯ จะมีอำนาจเพียงในเชิงวินัย ไม่สามารถยึดทรัพย์หรือสอบเส้นทางเงินได้เหมือนตำรวจ แต่การจับมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงทำให้กระบวนการปราบปรามเห็นผลมากขึ้น และท่านผู้ว่าฯ ย้ำเสมอว่าข้าราชการควรภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง
จุดแข็งของ ‘ชัชชาติ’ และความไว้วางใจจากประชาชน
อาจารย์ต่อศักดิ์ บอกกับเราว่าจุดแข็งสำคัญของท่านผู้ว่าฯ คือการสร้าง Trust หรือความเชื่อถือและพัฒนาไปกว่านั้นจนถึงระดับ Empathy หรือความวางใจ ประชาชนรู้สึกว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรแล้วผู้ว่าฯ อยู่ตรงนั้นจะเกิดความมั่นใจ ซึ่งนำไปสู่ Collaboration หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเมือง
ส่วนสิ่งที่บางคนมองว่าเป็นจุดอ่อนอย่างความ ใจดี หรือ ซอฟต์ ของผู้ว่าฯ นั้น ในความเป็นจริงในการทำงาน อาจารย์ต่อศักดิ์ ระบุว่าท่านเป็นคนเข้มและจริงจังมาก เพียงแต่ท่านไม่โกรธใคร ถ้าใครไม่ทำท่านก็แค่หาคนที่พร้อมจะทำแทน
ผลงานโบว์แดงและนโยบายเส้นเลือดฝอย
เมื่อถึงเวลาตรวจการบ้านจากนโยบายกว่า 216 ข้อ อาจารย์ต่อศักดิ์ ได้ฉายภาพความสำเร็จที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนฐานรากของระบบราชการอย่าง Traffy Fondue ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียน แต่คือหัวใจหลักที่เข้าไปเปลี่ยน Mindset และกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้ทันที
ความต่อเนื่องของการพัฒนาเมืองยังสะท้อนผ่านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้ชิดกับชีวิตผู้คนอย่างการปรับโฉมทางเท้ากว่า 1,000 กิโลเมตร ที่มีการรื้อฟื้นรูปแบบวิศวกรรมใหม่ให้มีความคงทนและใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับการรุกแก้ปัญหาน้ำท่วมในระดับเส้นเลือดฝอย โดยการจัดการจุดเสี่ยงที่เคยเป็นปัญหาเรื้อรังกว่า 737 จุด ซึ่งปัจจุบันดำเนินการสำเร็จไปแล้วกว่า 500 จุด ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยท่วมซ้ำซากอย่างย่านรัชดาภิเษกหรือซอยเสือใหญ่มีสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากความพยายามในเชิงโครงสร้างแล้ว อาจารย์ต่อศักดิ์ ยังให้ความสำคัญกับการเติมชีวิตให้กับเมืองผ่านโครงการสวน 15 นาที และการยกระดับสวนหลักให้กลายเป็น สวนมีชีวิต ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่แห่งความสุขและกิจกรรมสร้างสรรค์ระดับสากลที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้
ซึ่งข้อมูลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับนโยบาย Open Data เพื่อเปิดเผยข้อมูลเมืองสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส ช่วยให้ภาคประชาชนและธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และพัฒนาต่อยอดได้อย่างไร้ขีดจำกัด
อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานหลายด้านจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ อาจารย์ต่อศักดิ์ ยังคงมองว่าเรื่องเศรษฐกิจเมืองเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องสอบซ่อม และมุ่งมั่นที่จะสร้างเครื่องมือเชิงนโยบายใหม่ ๆ เข้ามาเสริมเพื่อทำให้ภาพรวมการพัฒนาเมืองสมบูรณ์ครบทุกมิติในอนาคต
สำหรับอนาคต…
สไตล์การทำงานแบบวิ่ง ตรวจงานและเข้าถึงปัญหาจะยังคงอยู่ และจะถูกถ่ายทอดลงไปสู่ระดับเขตเพื่อให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และหากมองไปถึงการทำงานในสมัยหน้า อาจารย์ต่อศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่าต้นไม้ที่เราปลูกไว้เริ่มโตแล้ว สิ่งที่จะเห็นคือการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากสิ่งที่หว่านไว้ โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมงบประมาณและกฎหมาย รวมถึงการใช้ AI เข้ามาบริหารเมืองในเชิงโครงสร้าง
บทสรุปของการทำงานภายใต้ความคาดหวังของประชาชนในยุคผู้ว่าฯชัชชาติ สำหรับ อาจารย์ต่อศักดิ์ ไม่ใช่ภาระแต่มันคือความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม โดยยึดหลัก 3 คำที่จะมอบให้คนกรุงเทพฯ คือ ‘สนุก(ความสุข) – โอกาส – และความหวัง’ ก
ารทำงานร่วมกับทีมงานที่มีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ โดยไม่ยึดติดกับตำแหน่ง แต่เน้นที่ความสำเร็จของงานและการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพมหานครเปลี่ยนก้าวกระโดดและวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในระยะเวลาที่เหลืออยู่และอนาคตข้างหน้า


