×

10 ปี เลสเตอร์ ‘แชมป์ลีก สู่ลีกวัน’ ถอดบทเรียนเทพนิยาย สู่ฝันร้ายที่อยากจะลืม

22.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน

แววตาของแฟน The Foxes ในสนามรวมถึงเจ้าของสโมสรชาวไทยไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

 

 
 

มันเป็นแววตาของความรวดร้าวที่ยากจะกล้ำกลืน หลังจากที่ต้องเห็นสโมสรอันเป็นที่รักต้องกระเด็นตกชั้นลงไปสู่ในระดับลีก วัน หรือ Tier 3 ของฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี่เป็นแค่ครั้งที่ 2 เท่านั้นที่เลสเตอร์ตกลงไปไกลถึงจุดนี้

 

เลสเตอร์ ซิตี ทีมเดียวกับที่เคยสร้างความสุขให้กับแฟนฟุตบอลทั่วโลกได้อิ่มเอมไปกับ ‘เทพนิยายจิ้งจอก’ ที่สร้างตำนานจากทีมที่ไม่เคยอยู่ในสายตาใครคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้อย่างงดงามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

 

จากทีมที่เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน ความรู้สึกดีๆ เกิดอะไรขึ้นกับทีมนี้?

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 1

 

1. พิษโควิด-19

 

โดยพื้นฐานเลสเตอร์ ซิตี เป็นสโมสรในระดับกลางของวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะหลังการก่อตั้งพรีเมียร์ลีก (หรือที่สมัยก่อนยังเรียกกันว่าพรีเมียร์ชิปอยู่เลย) ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตลอด มีทั้งช่วงเวลาที่ดี และ ไม่ดี

 

แต่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปลายปี 2010 เมื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งนำ King Power เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนทีมได้โอกาสในการยื่นข้อเสนอขอซื้อทีมต่อจากมิลาน แมนดาริช เจ้าของสโมสรในขณะนั้น ก่อนที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เลสเตอร์เปลี่ยนเป็นสโมสรฟุตบอลที่ดี ทำทีมอย่างน่าชื่นชม ทำอะไรก็ถูกต้องเหมาะสมไปเสียหมด จนถึงจุดสูงสุดในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 2 หลังเลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก พวกเขาทำในสิ่งที่ไม่มีใครอยากเชื่อให้เกิดขึ้นด้วยการแชมป์ลีกสูงสุดมาครองได้

 

จากจุดนั้นเลสเตอร์ พยายามต่อยอดความสำเร็จเพื่อจะยกระดับทีมไปสู่การเป็นสโมสรชั้นนำที่แท้จริง มีการลงทุนมากมาย และทำผลงานได้ดีเกือบได้ไปแชมเปียนส์ ลีก 2 ฤดูกาลติดต่อกัน รวมถึงได้แชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2021 ด้วย

 

แต่เพราะพิษโควิด-19 ที่ระบาดตั้งแต่ต้นปี 2020 ส่งผลกระทบต่อ King Power ในฐานะเจ้าของสโมสรอย่างมาก จนทำให้สโมสรเริ่มประสบปัญหา และเริ่มมีสัญญาณเตือนครั้งแรกในปี 2022 ที่เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมขณะนั้นออกมาเตือนว่าสโมสรควรปรับ ‘ความคาดหวัง’ กันใหม่ให้เห็นภาพตรงกัน

 

เพราะเลสเตอร์ไม่สามารถจะแข่งขันในระดับเดิมได้อีก และเป้าหมายควรปรับเป็นแค่การหนีตกชั้นให้ได้ก่อน

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 2

 

2. การลงทุนที่ผิดพลาด

 

ถึงจะเริ่มดูมีปัญหาความฝืดเคืองที่ไม่คล่องตัวเหมือนในช่วงที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเลสเตอร์จะไม่ลงทุนอะไรเลย

 

ในทางตรงกันข้าม พวกเขายังคงลงทุนอยู่ แต่ปัญหาคือการลงทุน – ในความหมายถึงการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทีม – กลับไม่ประสบความสำเร็จเข้าเป้าเหมือนเดิม

 

จากทีมที่เคยขุดเพชรจากโคลน ด้วยผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต, ริยาด มาห์เรซ หรือเจมี วาร์ดี ซึ่งใช้เม็ดเงินไม่มากแต่ได้ผู้เล่นในระดับความสามารถสูงสุดและเป็นกำลังสำคัญพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในยุคของเคลาดิโอ รานิเอรี

 

เลสเตอร์ กลายเป็นทีมที่ใช้จ่ายไปกับผู้เล่นอย่างผิดพลาด สตาร์ราคาแพงหลายรายกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็น แพตสัน ดากา, บูบาการี ซูมาเร, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด, เวาต์ ฟาส, แฮร์รี ซุตตา, วิคเตอร์ คริสเตนเซน, แฮร์รี วิงค์ส และอีกมากมาย ซึ่งใช้เงินจำนวนไม่น้อย ล้วนเป็นการซื้อที่ล้มเหลว

 

ในขณะที่การปล่อยผู้เล่นอย่างเจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์ซีย์ บาร์นส, เวสลีย์ โฟฟานา ที่ได้เงินกลับมามากมายมหาศาล ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

 

จริงอยู่ที่ตลาดนักเตะในปัจจุบัน สนนราคาเฉลี่ยที่เลสเตอร์จ่ายในระดับ 10-30 ล้านปอนด์ อาจจะได้นักเตะในระดับที่ไม่ได้ดีมากสักเท่าไร แต่เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงในวันที่ได้ก็องเต, มาห์เรซ, วาร์ดี มา บางทีปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องจำนวนเงินแค่อย่างเดียว

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 3

 

3. ผู้ภักดีแต่…

 

คนที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือจอน รัดกิน

 

จอน รัดกิน นั่งแท่นผู้บริหารในบท Director of Football หรือผู้อำนวยการแผนกฟุตบอลซึ่งทำหน้าที่โดยตรงในเรื่องของการดูแลภาพรวมของทีม กำหนดทิศทาง ไปจนถึงการช่วยเลือกหานักเตะที่จะเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งเป็นประเด็นที่แฟนบอลจิ้งจอกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร

 

เพราะผลงานของรัดกิน ภายหลังจากที่ขยับขึ้นมารับตำแหน่งดังกล่าวไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีหลังที่ไม่มีผู้เล่นดาวเด่นเกิดใหม่เลย

 

ไม่นับการเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานเป็นโค้ช ซึ่งหลังการปลดร็อดเจอร์ส ออกในปี 2022 เลสเตอร์มีโค้ชเข้ามาทำงานถึง 7 คน

 

คนเดียวที่พอจะเรียกว่าทำได้ดีคือเอ็นโซ มาเรสกา ซึ่งพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาได้สำเร็จในฤดูกาล 2023/24 แต่ก็ถูกดูดไปอยู่กับเชลซีทันที ทำให้เลสเตอร์เสียกระบวนมาจนถึงตอนนี้

 

อย่างไรก็ดีด้วยความเป็น ‘คนใน’ ของสโมสรที่รับใช้สโมสรมายาวนาน และเป็นหนึ่งในคนที่อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรคนปัจจุบันเชื่อใจมากที่สุด (ซึ่งรวมถึงช่วยกิจการทีมม้าแข่ง King Power Racing) ทำให้เขายังคงได้โอกาสในการทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ล่าสุดจะมีการเตรียมเปลี่ยนตำแหน่งเป็น Chief Football Officer ก็ตาม

 

แต่ในความเห็นของแฟนบอล ความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว และมีผลร้ายแรงอย่างมาก

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 4

 

4. ชักหน้าไม่ถึงหลัง

 

ปัญหาใหญ่ของเลสเตอร์ที่ทำให้สโมสรตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จากทีมที่เคยลุ้นไปแชมเปียนส์ ลีก ในปี 2020 และ 2021 ชนิดที่พลาดในนัดสุดท้ายแค่นิดเดียว และจบอันดับ 8 ในฤดูกาล 2021/22 สู่ลีก วัน คือเรื่องของการเงิน

 

อย่างที่บอกการลงทุนซื้อผู้เล่นผิดพลาด และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือนักฟุตบอลเหล่านี้มาพร้อมกับค่าจ้างที่ต้องจ่ายในราคาสูง

 

ขี้หมูขี้หมาคือเรตนักเตะพรีเมียร์ลีก ซึ่งไม่น้อยอย่างแน่นอน และกลายเป็นปัญหาหลักเพราะเลสเตอร์เป็นสโมสรที่มี ‘ภาระผูกพัน’ ต้องจ่ายเงินค่าเหนื่อยสูงกว่ารายรับที่สโมสรหามาได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆคือหามาได้ไม่พอกับรายจ่าย

 

ความวายวอดคือจุดที่สโมสรตกชั้นในฤดูกาล 2022/23 ซึ่งแม้ตามกฎแล้วทีมที่ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกจะมีเงินช่วยเหลือที่เรียกว่า Parachute payments คอยประคับประคอง แต่จำนวนเงินก้อนนี้รวมถึงรายรับส่วนอื่นๆโดยเฉพาะลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็น้อยเกินกว่าที่จะประคองสโมสรได้ไหว

 

เลสเตอร์จึงมีปัญหาทางการเงินในระดับรุนแรง และสุดท้ายขาดทุนเกินกว่าที่กฎการเงินจะอนุญาต ทำให้ต้องถูกลงโทษตัดคะแนน ซึ่งสำคัญต่อโอกาสในการอยู่รอด

 

ไม่นับเรื่องหนี้สินที่ยัง ‘รุงรัง’ ชนิดที่พี่น้อยอาจจะให้คำแนะนำในการรับแก้หนี้ไม่ไหว

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์ 10 ปี เลสเตอร์ ซิตี จากแชมป์สู่ลีกวัน 5

 

5. ทีมแตกสาแหรกขาด

 

การตกชั้นด้วยจิตใจแตกสลายคือจุดที่ตกต่ำแล้วสำหรับเลสเตอร์

 

แต่คำถามที่น่าสนใจคือนี่เป็นจุดที่ต่ำที่สุดหรือยัง? มันมีโอกาสจะต่ำไปกว่านี้ได้อีกไหม?

 

คำตอบคือมี เพราะอย่างที่บอกว่าปัญหาทางการเงิน ภาระผูกพันในเรื่องสัญญาของผู้เล่นที่ไม่สามารถยกเลิกกันได้ง่ายๆ และเงินรายได้ที่จะลดลงไปอีกจากการตกไปถึงลีก วัน มันไม่ต่างอะไรจากการมีบ่วงมารัดคอและลูกตุ้มถ่วงขาไว้ในระหว่างที่พยายามจะตะกรุยขึ้นเหนือน้ำ

 

จุดที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีมสปิริต’ ภายในสโมสรเหมือนจะหายไปหมดแล้ว ภาพของนักเตะอย่างแฮร์รี วิงค์ส ที่ตอบโต้กับแฟนบอลที่ไม่พอใจอย่างเผ็ดร้อนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย และความจริงทีมก็ดูไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีแรงจูงใจมาสักพัก

 

อย่างไรก็ดีประธานสโมสรอย่างอัยยวัฒน์ หรือ ‘คุณต๊อบ’ ผู้รับบทผู้นำของสโมสรแทนพ่อที่จากไปตั้งแต่ปี 2018 ด้วยอุบัติเหตุที่แสนเศร้า ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันความตั้งใจที่จะพาเลสเตอร์กลับคืนสู่ช่วงเวลาที่ดีอีกครั้ง

 

งานนี้เป็นบททดสอบความามารถในการบริหารจัดการที่แท้จริงและยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะบางทีมันอาจจะยากกว่าในวันที่ King Power ซื้อเลสเตอร์ในครั้งแรกด้วยซ้ำ

 

ในนามของคนไทย ที่เคยยืนยิ้มและปรบมือต้อนรับทัพนักเตะชุด ‘เทพนิยายจิ้งจอก’ อยู่ซอยรางน้ำ ขอส่งกำลังใจให้

 

ขอให้เลสเตอร์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และค้นพบหนทางสู่ความสำเร็จอีกครั้ง

 

ทุกปัญหามีไว้แก้ไข และตอนนี้ถึงเวลาต้องสะสางมันสักที

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising