กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022
วันที่ 14 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2026 ระบุชัดว่า โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยี สภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ กำลังถูก “หยุดลง” อย่างกะทันหันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซของโลก
3 ช่องทาง ‘แรงกระแทก’ ที่กำลังลามทั้งระบบ
IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามครั้งนี้จะส่งผ่านเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก
หนึ่ง ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็น ‘Negative Supply Shock’ ตามตำราเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกบั่นทอน
สอง ความเสี่ยงของการเกิด ‘วงจรค่าแรง–ราคา’ หากภาคธุรกิจทยอยขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน และแรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มเพื่อรักษารายได้จริง ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อฝังตัวลึกขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังไม่มั่นคง
สาม ความผันผวนในตลาดการเงิน เมื่อความเสี่ยงมหภาคเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจปรับพอร์ตอย่างฉับพลัน นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เงินทุนไหลออก และภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก
โลกยังโต…แต่โตช้าลง และเงินเฟ้อกลับมา
ภายใต้ ‘Reference Forecast’ ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ 3.1% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นการหักล้างแนวโน้มเงินเฟ้อขาลงที่โลกพยายามสร้างมาตลอดช่วงหลังโควิด
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลง IMF ประเมินว่าในกรณี Adverse เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.5% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 5.4% ขณะที่ในกรณี Severe ซึ่งรวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 2% และเงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะ Stagflation
ใครเจ็บหนักที่สุด
ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด
อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่พึ่งพาแรงงานในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบจากเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) ที่ลดลง ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ
บทเรียนจากปี 2022: รอบนี้อาจยากกว่าเดิม
IMF เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตราคาพลังงานปี 2022 หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งในครั้งนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อกดเงินเฟ้อลงได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
แต่ครั้งนี้เงื่อนไขต่างออกไป ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว สภาพคล่องส่วนเกินลดลง และโครงสร้างเศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่การลดเงินเฟ้อต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้โจทย์ของผู้กำหนดนโยบายยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นโยบายต้อง ‘แม่น’ และ ‘มีวินัย’ มากขึ้น
IMF แนะนำว่า ธนาคารกลางควรสามารถ “มองข้าม” การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในระยะสั้นได้ ตราบใดที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดเหนี่ยวอยู่ แต่หากเริ่มหลุดกรอบ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
ด้านนโยบายการคลัง IMF เตือนให้หลีกเลี่ยงมาตรการแบบเหวี่ยงแห เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและบิดเบือนกลไกตลาด โดยแนะนำให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะจุด ชั่วคราว และมีเป้าหมายชัดเจน” แทน
การปล่อยให้ราคาสะท้อนความขาดแคลนยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ขณะที่การควบคุมราคาหรือจำกัดการส่งออกมักให้ผลย้อนกลับและซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว
โลกหลายขั้ว กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
นอกเหนือจากผลกระทบระยะสั้น สงครามครั้งนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ระเบียบใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความตึงเครียดทางการค้า การแบ่งขั้ว และการลดทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ
IMF เตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจลดศักยภาพการเติบโตของโลกในระยะยาว แม้ในอีกด้านหนึ่ง การค้าและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูก “จัดเส้นทางใหม่” ผ่านพันธมิตรและภูมิภาคใหม่ ๆ
บทสรุป: ความเสี่ยงระยะสั้น vs โอกาสระยะยาว
แม้โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกจากสงครามและพลังงาน แต่ IMF ชี้ว่าไม่ควรละสายตาจากปัจจัยบวกในระยะยาว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของ AI ที่อาจเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภาพครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ราบรื่น ความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดการเงินและการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ
สุดท้าย IMF ย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการจำกัดความเสียหายยังคงเป็น “การยุติสงครามโดยเร็ว” ควบคู่กับการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่เปราะบางขึ้น ความร่วมมืออาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว

