ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เพียงการสู้รบ แต่กำลังลุกลามและสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการก่อตัวของ ‘วิกฤตซัพพลายเชน’ ที่ซ้อนทับไปกับ ‘วิกฤตพลังงาน’ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้ช่วงวิกฤตโควิด-19
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ รวมถึงสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติก ปิโตรเคมี และปุ๋ย การที่ความขัดแย้งนำไปสู่การยุติหรือชะงักงันของซัพพลาย เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการผลิตทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรืออุตสาหกรรมอาหาร เมื่อซัพพลายหยุดชะงัก ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด
แม้ในระยะสั้นอาจมีข่าวดีเรื่องการเจรจาหรือการหยุดยิงชั่วคราวให้เห็นบ้าง ซึ่งช่วยคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว เหตุการณ์นี้ได้ให้บทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับแผนการรับมือและกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน (Supply Chain Disruption) ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต
จัดพอร์ตรับความผันผวน มีวินัย กระจายความเสี่ยง และเลิกเดาทางรายวัน
ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว (10-20 ปี) ตลาดหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้พอร์ตแกว่งตัวรุนแรง ซึ่งอาจกดดันให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายหากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ
ดังนั้น หัวใจสำคัญในการจัดพอร์ตเพื่อฝ่าวิกฤตคือ ‘การมีวินัยและแผนการลงทุนที่ชัดเจน’ นักลงทุนต้องรู้เป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแบบผสมที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์
ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้พยายามปรับพอร์ต (Rebalance) หรือเทรดซื้อขายไปมาตามข่าวรายวันในช่วงที่เกิดวิกฤต เนื่องจากข่าวสารในภาวะสงครามมีความผันผวนและมีทั้งข่าวลวงข่าวจริงสลับกันไปมา การจัดพอร์ตที่ดีคือการสร้างพอร์ตที่เรารับความเสี่ยงได้ และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าไปได้
สินทรัพย์ไหนได้เปรียบ-เสียเปรียบ หาโอกาสในวิกฤตเมื่อสงครามจบ
ชาตรี ยังกล่าวต่อว่า แทนที่จะพยายามจับจังหวะการลงทุนรายวัน SCB CIO แนะนำให้มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตว่า เมื่อสงครามจบลง อุตสาหกรรมใดจะสามารถเติบโตไปต่อได้
- ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่เติบโตได้ดีอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง (เช่น AI) อุตสาหกรรมอย่าง AI มีการเติบโตที่ดีมาก่อนเกิดสงคราม และแม้จะมีสงคราม ความต้องการใช้งาน AI ก็ไม่ได้ลดลง เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง (Discount) จากความกลัวหรือความไม่แน่นอนของตลาด จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการเข้าทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว
- ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 2 พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศที่เคยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ได้รับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดการปรับสมดุลซัพพลายเชนครั้งใหญ่ โดยประเทศเหล่านี้จะเร่งกระจายความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานทดแทนที่สงครามทำลายไม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และนิวเคลียร์ รวมถึงกระแสการต่อคิวซื้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์เหล่านี้จึงมีโอกาสเติบโตสูงในโลกหลังสงคราม

