Meta Platforms Inc. ภายใต้การนำของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง ‘Muse Spark’ เมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) ที่ผ่านมา นับเป็นโมเดล AI ตัวสำคัญตัวแรกในรอบกว่า 1 ปี นับตั้งแต่บริษัทใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ปรับโครงสร้างแผนก AI เพื่อไล่ตามคู่แข่งอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google
การเปิดตัวครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Meta Superintelligence Labs (MSL) ซึ่งนำทัพโดย อเล็กซานเดอร์ หวัง อดีตซีอีโอ Scale AI ที่ซักเคอร์เบิร์กดึงตัวมาร่วมงานผ่านการลงทุน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.48 แสนล้านบาท) ใน Scale AI เมื่อปีที่แล้ว
พร้อมกันนั้นซักเคอร์เบิร์กยังทุ่มเงินจ้างนักวิจัย AI ด้วยค่าตอบแทนสูงถึงรายละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.20 พันล้านบาท) และเชิญไปพบที่บ้านส่วนตัวทั้งใน Palo Alto และ Lake Tahoe จนรวบรวมทีมได้กว่า 50 คน
การปรับโครงสร้างนี้เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัว Llama 4 ที่ผลลัพธ์น่าผิดหวัง โดยบริษัทถูกกล่าวหาและยอมรับในภายหลังว่ามีการปรับแต่งผลทดสอบ benchmark เพื่อให้โมเดลดูดีกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้โมเดลขนาดใหญ่ที่สุดที่ชื่อ Behemoth ก็ถูกเลื่อนออกไปจนไม่เคยได้เปิดตัว
การมาของพนักงานใหม่จำนวนมากยังสร้างความขัดแย้งกับทีม AI เดิม จนหลายคนลาออกหรือถูกเลย์ออฟในเดือนตุลาคม
‘Muse Spark’ ซึ่งมีชื่อเรียกภายในว่า Avocado จึงถือกำเนิดขึ้นภายในเวลาเพียง 9 เดือน หวังระบุว่า “เมื่อ 9 เดือนก่อน เราได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ ทั้งสถาปัตยกรรมใหม่และท่อส่งข้อมูลใหม่ Muse Spark คือผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้น”
ครั้งนี้ Meta เลือกพัฒนา Muse Spark เป็นโมเดลระบบปิด (Closed Model) ซึ่งหมายความว่าการออกแบบและโค้ดจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แตกต่างจากกลยุทธ์โอเพนซอร์สที่บริษัทเคยยึดถือ โดยบริษัทระบุว่ามี “ความหวังที่จะเปิดซอร์สเวอร์ชันในอนาคต”
ราคาหุ้น Meta พุ่งขึ้นกว่า 6.5% หลังการประกาศ แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากภาพรวมตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลง
ขุมพลังใหม่ที่แข่งขันได้ แม้ยังต้องปรับปรุงด้านการเขียนโค้ด
Muse Spark ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและทำงานได้รวดเร็ว โดยจะขับเคลื่อนแชตบอต Meta AI และฟีเจอร์ต่างๆ ภายในแพลตฟอร์มของบริษัท ทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta AI
รูปแบบการทำงานแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ‘Instant’ (โหมดด่วน), ‘Thinking’ (โหมดใช้ความคิด) และ ‘Contemplating’ (โหมดพิจารณาอย่างลึกซึ้ง) ซึ่งโหมดหลังจะทำงานร่วมกับเอเจนต์ AI หลายตัวเพื่อให้คำตอบในระดับเดียวกับงานวิจัย
โมเดลนี้มีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และสุขภาพ โดยพัฒนาร่วมกับแพทย์กว่า 1,000 คน จากผลทดสอบภายในของ Meta พบว่า Muse Spark ทำคะแนนแซงหน้า Grok ของ xAI ในการทดสอบส่วนใหญ่ และแข่งขันได้กับโมเดลจาก OpenAI และ Anthropic ในบางด้าน
นอกจากนี้ยังเปิดตัว ‘Shopping mode’ ที่วิเคราะห์คอนเทนต์และแบรนด์บนแพลตฟอร์มเพื่อแนะนำสินค้า แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสั่งซื้อแทนผู้ใช้งานได้
ผู้บริหารยอมรับว่า Muse Spark อาจยังไม่ทัดเทียม ChatGPT, Claude หรือ Gemini ในบางด้าน โดยเฉพาะการเขียนโค้ดที่ยังเป็นจุดอ่อน
แต่ รายัน คริชนานซีอีโอของ Vals AI สตาร์ตอัปที่ทดสอบโมเดลนี้ ให้ความเห็นว่า “ก้าวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก Llama 4 ตอนนี้พวกเขาเป็นแล็บที่แข่งขันได้แล้ว หากยังรักษาอัตราการพัฒนานี้ไว้ ก็ไม่ยากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาจะผลิตโมเดลระดับแนวหน้าออกมาได้ในเวลาอันสั้น”
ด้านความปลอดภัย Meta ระบุว่าได้ประเมินอย่างละเอียด โดย Muse Spark สามารถปฏิเสธคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาวุธเคมี ขณะที่ Apollo Research ซึ่งเป็นผู้ประเมินภายนอก พบว่า Muse Spark มีอัตราการรับรู้ว่ากำลังถูกทดสอบสูงที่สุดในบรรดาโมเดลที่เคยประเมินมา
ซักเคอร์เบิร์กได้โพสต์ข้อความผ่าน Threads ว่า “เราไม่ได้แค่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบคำถามของคุณ แต่เราสร้างตัวแทนที่ทำงานแทนคุณได้ ผมมองโลกในแง่ดีว่าสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนคลื่นลูกใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์ การเป็นผู้ประกอบการ การเติบโต และสุขภาพที่ดี”
ข้อมูลฝึกจากจีนและโมเดลธุรกิจในอนาคต
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แหล่งข้อมูลที่ใช้ฝึก Muse Spark บางส่วนมาจากโมเดลโอเพนซอร์สของบริษัทอื่น รวมถึง Qwen ของ Alibaba, โมเดลจาก OpenAI และ Google
การใช้โมเดลจากจีนสวนทางกับจุดยืนของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ ที่มีความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โฆษกของ Meta ชี้แจงว่า “เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรม เราใช้เทคนิคการคัดแยกข้อมูลพร้อมมาตรการป้องกันที่เข้มงวด”
ในแง่โมเดลธุรกิจ แม้แชตบอต Meta AI จะยังเปิดให้ใช้งานได้ฟรี แต่บริษัทกำลังพิจารณาเรียกเก็บค่าสมัครสมาชิกในอนาคต และมีแผนเปิดให้ผู้พัฒนาภายนอกเข้าถึง API ของ Muse Spark แบบมีค่าใช้จ่าย
ความพยายามทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาด Generative AI ที่คาดว่าจะเติบโตกว่า 40% ต่อปี โดยมีมูลค่าเพิ่มจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.05 แสนล้านบาท) ในปี 2025 เป็นเกือบ 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.41 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033
Meta เองก็เร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มที่ โดยคาดการณ์ว่ารายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2026 จะสูงถึง 1.15-1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.68-4.32 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปีก่อน
Muse Spark เป็นเพียงโมเดลแรกของตระกูล Muse โดยหวังระบุว่ายังมีโมเดลอื่นๆ อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งบางรุ่นจะเป็นโอเพนซอร์ส รวมถึงโมเดลที่เน้นภาพและวิดีโอที่มีชื่อรหัสว่า Mango
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.06 บาท ณ วันที่ 9 เมษายน 2569
ภาพ : Taylor Hill/FilmMagic / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.cnbc.com/2026/04/09/metas-long-awaited-ai-model-is-finally-here-but-can-it-make-money.html
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-08/meta-debuts-first-ai-model-from-prized-superintelligence-group
- https://www.businessinsider.com/muse-spark-meta-ai-model-2026-4
- https://www.cnbc.com/2026/04/08/meta-debuts-first-major-ai-model-since-14-billion-deal-to-bring-in-alexandr-wang.html
- https://www.wsj.com/tech/ai/meta-ai-model-muse-spark-09ceeac5


