ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน! ดร.เอกนิติ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภาเตรียมรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทั้งระยะสั้นและระยะยาว ย้ำทรัพยากรมีจำกัด เน้นใช้ทุกเครื่องมือช่วยเหลือให้ตรงจุดและคุ้มค่า มองราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี
วันนี้ (9 เมษายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกล่าวว่าสภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งวิกฤตในครั้งนี้ จะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระยะสั้น แต่อาจจะมีความยืดเยื้อ และซับซ้อนมากขึ้น
พร้อมกับชี้ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่วิกฤตพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยและปิโตรเคมี ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดแคลนได้ หากปล่อยไว้จะส่งผลให้สินค้ามีการปรับขึ้นราคาตามมา และมีแนวโน้มเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation) ได้ ซึ่งไทยจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในระยะสั้น รัฐบาลจะต้องดูแลผลกระทบประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีทรัพยากรอย่างจำกัด การดูแลค่าครองชีพใดๆ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมดให้ตรงจุดและคุ้มค่า
ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นด่านแรก ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้ จึงใช้เครื่องมือภาษีสรรพสามิตในการพยุงราคาน้ำมัน
“ผมในฐานะที่ดูแลกระทรวงการคลัง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งกองทุนราคาซึ่งเป็นด่านแรกที่เราใช้ดูแลพยุงราคาไม่ให้สูงจนเกินไป” ดร.เอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวอีกด้วยว่า การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน มีประสิทธิผลไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยราคา ที่สำคัญกว่านั้น ภาษีสรรพสามิต จำเป็นต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามจัดสรรงบที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด่านแรกจากราคาน้ำมัน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มดังกล่าว รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ โดยดร.เอกนิติกล่าวว่า หากไม่เร่งแก้วิกฤตแบบมุ่งเป้าเช่นนี้ ไทยอาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตแบบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้
“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก” ดร.เอกนิติกล่าว
เตรียมความพร้อม 3 มิติดูแลระยะยาว
ส่วนการเตรียมความพร้อมในระยะยาว ดร.เอกนิติกล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้น ได้เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ โดยแต่ละมิติ รัฐบาลได้เตรียมแผนการรองรับไว้ ดังนี้
มิติที่ 1 ด้านความมั่นคง โดยความมั่นคงในที่นี้จะไม่ใช่แค่ด้านการทหาร แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และยารักษาโรคด้วย ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้ ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามไปสู่วิกฤตอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า ไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ เช่นเดียวกับตอนวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรที่โด่งดังไปทั่วโลก
มิติที่ 2 วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานไปมาก ซึ่งธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน จากทรัพยากรธรรมชาติ และพืชผลทางการเกษตร
“ประเทศไทยยังโชคดีที่มีแสงแดด เราสามารถส่งเสริมการทำโซลาร์ เรายังมีเอทานอล ซึ่งผลิตจากอ้อย ซึ่งสามารถมาผสมกับน้ำมันทำเป็น E20 จากมันสำปะหลัง เรายังมีน้ำมันปาล์ม ที่มาผสมดีเซลเป็น B10 B20 เราต้องส่งเสริมตรงนี้ให้คนไทยได้มีโอกาสใช้พลังงานสะอาดพลังงานชีวมวล แล้วก็พลังงานทดแทนเหล่านี้แล้วมันจะส่งผลให้เกษตรกรไทยรายได้ดีขึ้นด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว
มิติที่ 3 คือเรื่องของเทคโนโลยี ดร.เอกนิติกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ฟรี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนมีผลิตภาพดีขึ้นและสร้างรายได้มากขึ้น เช่น การนำ AI มาวิเคราะห์ต้นทุนลดรายจ่าย
เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการลงทุนใหม่ โดยเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และเงินลงทุนต่างประเทศร่วมด้วย หากมีข้ออุปสรรคใดๆ จะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการลงทุนในไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งมีการลงทุนของภาครัฐโตขึ้น 13% และภาคเอกชนโตขึ้น 6%
ที่สำคัญ ดร.เอกนิติจะสร้างเงื่อนไขให้โครงการลงทุนต่างๆ มีการทำเทคโนโลยีทรานส์เฟอร์ เชื่อมคนไทยเข้าสู่ทักษะโลกยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้น เรียกว่าโครงการ ‘Skill Bridge’
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังพูดถึงการทำ Direct PPA ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถหารายได้ ผ่านการขายไฟส่วนเกินกลับคืนรัฐได้ รวมถึงการส่งเสริมโครงการลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ และโซลาร์ฟาร์มของภาคเอกชน
“เราต้องช่วยเขาปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ที่น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป แต่สามารถใช้พลังงานสะอาดจากแสงแดดที่มีอยู่ฟรี ให้สามารถมาลดต้นทุนเขา ลดค่าไฟเขา และสามารถทำให้เขาไปผลิตสินค้า และส่งเสริมให้เกิดสินค้าที่มาจากผลิตจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้นนั่นคือการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาด” ดร.เอกนิติกล่าว
สุดท้าย ดร.เอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ในระยะสั้น ต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะต้องช่วยให้เขาเติบโตเองได้หลังวิกฤต ช่วยธุรกิจ SMEs ให้เติบใหญ่ และส่งออกไปแข่งกับต่างประเทศ
“ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง” ดร.เอกนิติ กล่าว

