×

เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี

03.04.2026
  • LOADING...
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความผันผวนให้กับภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลก ที่ยังไร้แววว่าจะจบเมื่อไหร่ และปลายทางของสงครามครั้งมีโอกาสจบอย่างไร ไปติดการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ จุดจบของสงครามครั้งนี้ รวมทั้งคำแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ได้ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด สถิติการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในภาวะสงคราม รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับ ‘New Normal’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

3 ฉากทัศน์การจบลงของสงคราม ‘จุดที่เลวร้ายที่สุด’ ผ่านพ้นไปแล้ว

 

ประเมินภาพรวมของสงครามว่าจะมีบทสรุปในรูปแบบใดนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  • จบด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์แบบ Multilateral Strategy ของอิหร่านได้ ทำให้แนวทางนี้ไม่สำเร็จ
  • การเจรจาพบกันคนละครึ่งทาง แม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เนื่องจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อของอิหร่าน และ 15 ข้อของสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว
  • สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรบุกอิหร่าน หากคุยกันไม่รู้เรื่องและต้องใช้กำลัง แนวทางนี้ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักอย่างหนักจากผู้มีอำนาจ เพราะมีบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานว่าการบุกเข้าประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจเกิดความสูญเสียสูง ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือประกาศชัยชนะแบบดื้อๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อการเป็นมหาอำนาจของตนเอง และทำให้ประเทศในภูมิภาคหันไปพึ่งพามหาอำนาจอีกขั้วอย่างจีนและรัสเซียแทน

 

อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ในปัจจุบัน สิทธิชัยประเมินว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสงครามในอิหร่านได้ผ่านไปแล้ว” โดยอ้างอิงจากสถิติการยิงโดรนและขีปนาวุธที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดได้รับรู้และซึมซับความกังวลไปมากพอสมควรแล้ว เว้นแต่จะลุกลามไปสู่สงครามนิวเคลียร์

 

เปิดสถิติ S&P 500 หากมีการ ‘บุก’ ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้น

 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากสงครามนำไปสู่การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกอิหร่าน สถิติของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมา บ่งชี้ว่า เมื่อมีการบุกเกิดขึ้น ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดจะปรับตัวขึ้น เนื่องจากความชัดเจนของสถานการณ์จะทำให้นักลงทุนสามารถจัดการพอร์ตการลงทุนได้ถูกต้อง โดยการบุกจะถือเป็น จุดกลับตัว (Turning Point) ของการลงทุนในรอบนั้นๆ

 

4 ปัจจัยหนุนการลงทุน หากสงครามคลี่คลาย

 

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ กลยุทธ์พื้นฐานคือการตั้งรับและป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้วยน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะเกิด 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันลดลง จะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน สายการเดินเรือ และกลุ่มยานยนต์
  • ความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง เมื่อความกังวลเรื่องสงครามลดลง หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มที่อิงกำลังซื้อ และ Tech Platform จะกลับมาฟื้นตัวได้ดี
  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยลดลง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวาณิชธนกิจ (เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley) ที่จะได้ประโยชน์จากดีล M&A และการทำ IPO ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คลี่คลาย กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือหุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha รวมถึงกลุ่มก๊าซธรรมชาติในยุโรป

 

เจาะกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย และฐานราคาน้ำมันยุคใหม่

 

ในส่วนของราคาน้ำมัน สิทธิชัยให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ถูกทำลายไปจะทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์เหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านได้ แต่จะทรงตัวระดับสูงและ ค้างอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงสงครามยูเครนที่ผู้คนยังมีเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในรอบนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นและดอกเบี้ยก็ยังไม่สามารถลดลงได้

 

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์สำหรับตลาดหุ้นไทยจึงแบ่งเป็น

 

  • ระยะสั้น เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง, ห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทำ Short Covering
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน) ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่มี Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่กระทบกับปริมาณการขาย (Volume)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน) มองหาโอกาสในหุ้นพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของ New Normal และควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานแบบดั้งเดิม

 

เปิด 4 New Normal โลกการลงทุนหลังสงครามอิหร่าน

 

สิทธิชัย ยังประเมินต่อว่า หลังจากการสิ้นสุดของความขัดแย้ง โลกจะก้าวเข้าสู่ New Normal 4 ประการ ได้แก่:

 

  • การลงทุนด้านการทหารสูงขึ้น จะมุ่งเน้นไปที่ระบบไร้คนขับ (Unmanned Systems) และเทคโนโลยีโดรน
  • การเติบโตของพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานพลังงาน จะมีการย้ายฐานความพึ่งพาจากเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย (คล้ายกับที่ยุโรปเปลี่ยนจากรัสเซียมาพึ่งพาสหรัฐฯ)
  • ความเสี่ยงด้าน Stagflation ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง จะทำให้นักลงทุนต้องเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้แน่นอน มีการจ่ายเงินปันผล มีอำนาจในการกำหนดราคา และเน้นพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play)

 
 

บทสรุปกลยุทธ์ 4C รับมือความผันผวน

 
 

นอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์เพื่อให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ได้จริง InnovestX ได้สรุปกลยุทธ์ผ่านแนวคิด 4C ได้แก่

 

  • C1 หากเชื่อว่าสงครามกำลังจะจบ ให้เตรียมตัวรับโอกาสการลงทุน
  • C2 หากไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะลากยาวหรือไม่ ให้เน้น ‘ทยอยซื้อสะสม’ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในทุกช่วงเวลา (DCA)
  • C3 ซื้อหวังผลระยะยาว เพื่อสอดรับกับเทรนด์ 4 New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • C4 เน้นตั้งรับเป็นสำคัญ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์สงครามเลย
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories