วันนี้ (2 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่าสุดว่า ขณะนี้พบหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) รวม 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน, พะเยา, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน, บึงกาฬ, นครพนม และหนองคาย
โดยพบค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสถานการณ์วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางกว่า 1.6 ล้านราย ประกอบด้วย เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูงกว่าประชาชนทั่วไป
ด้าน แพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แต่แนวโน้มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเฉียบพลันกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทางกระทรวงฯ จึงได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะ 9 จังหวัดภาคเหนือ เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้น
- สนับสนุนอุปกรณ์คุ้มครองสุขภาพ: ดำเนินการกระจายมุ้งสู้ฝุ่น และสนับสนุนการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในครัวเรือนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงแล้ว 2,523 ชุด พร้อมแจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นให้ประชาชนกว่า 1,948,741 ชิ้น
- ขยายเครือข่ายพื้นที่ปลอดภัย: จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข 1,359 ห้อง และขยายความร่วมมือไปยังโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมอีก 993 ห้อง
- ลงพื้นที่คัดกรองสุขภาพ: ระดมกำลัง อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยงสะสมกว่า 4,776,159 ราย และดำเนินการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกไปแล้วกว่า 30,000 ราย
นอกจากนี้ สธ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในระดับจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และประสานการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด หากประชาชนมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือระคายเคืองรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมอนามัย 1478 ทันที
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติตัวสำหรับกลุ่มเปราะบางว่า ขอให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากาก N95 และสวมใส่ให้กระชับใบหน้า
สำหรับเด็กเล็กควรงดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ต้องลดการสัมผัสฝุ่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคประจำตัว ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแนะนำให้ทุกครอบครัวปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่พักอาศัยให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น ด้วยการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นควันสะสมภายในบ้านอย่างเคร่งครัด


