คลังหวั่นลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงเพิ่มวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน มองกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า เผยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท ทำรายได้ส่วนดังกล่าวหายไปเกือบครึ่ง แนะรัฐบาลใหม่พิจารณาเครื่องมือทางการเงินอย่างระมัดระวัง
วันนี้ (1 เมษายน) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง แสดงความกังวลต่อแนวทางการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบริหารราคาน้ำมัน โดยมองว่าอาจเกิดวิกฤตการคลังเพิ่มเติมจากวิกฤตพลังงาน พร้อมกับชี้ว่ากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า
“หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวยังยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวขึ้น 3 บาท การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงในอัตรา 3 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ของรัฐในส่วนดังกล่าว หายไปเกือบครึ่งทันที
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่า วันที่ 1 เมษายน มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ 6.92 บาทต่อลิตร และเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ที่ 5.953 บาท
ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น สามารถเข้าอุดหนุนราคาพลังงานได้เช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีเพดานในการอุดหนุนราคา แม้การทำเช่นนั้นจะทำให้กองทุนอาจติดลบหลักแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันฯ ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นอกจากนี้ การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน เพื่อดำเนินการออกกฎกระทรวง และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกที ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ ขณะที่กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถดำเนินการได้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น การจัดเก็บรายได้การคลังนับจากนี้ อาจทวีความยากลำบากมากขึ้น แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบฯ 2569 กระทรวงการคลังยังสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายก็ตาม
โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังมองว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจจัดเก็บได้น้อยลง ซึ่งสะท้อนตามสภาพเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง จึงแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างถี่ถ้วนและระมัดระวัง
เมื่อถามว่าจะมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับวิกฤตการณ์น้ำมันหรือไม่ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการออกนโยบายกว่า 7 แสนล้านบาท ในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

