ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน ‘น้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง’ และปม ‘น้ำมันล่องหน’ กำลังสะท้อนความผิดปกติของทั้งระบบ พร้อมเป็นบททดสอบฝีมือรัฐมนตรีพลังงาน
เมื่อโครงสร้างพลังงานไทยถูกตั้งคำถามหนักในยุคของแพง การมาของ ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ ครม.อนุทิน 2 จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวรับไม้ต่อจากรัฐมนตรีคนนอก อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ แต่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศที่สปอตไลต์กำลังสาดส่อง
สำหรับประวัติส่วนตัว เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า ‘ขิง’ เกิดวันที่ 12 มกราคม 2529 ปัจจุบัน อายุ 40 ปี
เอกนัฏจบการศึกษา
- ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร
- จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)
- ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) เช่นกัน
ส่องเส้นทางการเมือง ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’
เอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มต้นด้วยการเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงปี 2544 และเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา ที่แค่อายุ 25 ปี
จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือ การเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557
โดยทำหน้าที่เป็นโฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในห้วงเวลานั้นส่งผลให้เอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พูดจาฉะฉาน
ถัดมา หลังจากเว้นวรรคทางการเมืองและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เอกนัฐเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร โดยมีบทบาทสำคัญในการตั้ง ‘ทีมสุดซอย’ ปราบปรามโรงงานทำผิดกฎหมาย ‘สกัดทุนเทา’
เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติ เอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัด ‘พรรคภูมิใจไทย’ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม.
กระทั่งเข้าสู่การจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 ก็ปรากฎชื่อ เอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
รัฐมนตรีป้ายแดงกับ ‘โจทย์หินวิกฤตพลังงาน’
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ เอกนัฏ เคยให้สัมภาษณ์ ว่า “ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ โดยการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว”
ดังนั้น จุดเริ่มต้นสำคัญ คือ ‘การรื้อโครงสร้างราคา’ น้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะ ‘กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ โดยปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่ ‘บิดเบือนราคา’
ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้
พร้อมถกโรงกลั่น ทบทวนโครงสร้างรายได้
อีกทั้ง จะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะ ‘ค่าการกลั่น’ (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน
สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำมันขาดแคลนและราคาผันผวนนั้น ต้องเร่งตรวจสอบการไหลของน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมันและผู้ค้า เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
เอกนัฐ มองว่า ปัจจุบันโครงสร้างพลังงาน มีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า มีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ล่าความจริง ‘น้ำมันล่องหน’
สำหรับแนวทางแก้ไขคือการสร้างระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ
อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว
“หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤต ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน”
นอกจากนี้ ในระยะยาว เอกนัฐเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น
แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง
“แนวทางการทำงานจะยึดหลักไม่เกรงใจอำนาจใด และพร้อมเผชิญแรงต้านจากทุกฝ่าย หากเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนปัญหาพลังงานไทยแก้ได้ ถ้ามีความกล้าและตั้งใจจริง”
เอกนัฏ กล่าวอีกว่า “จากประสบการณ์การลงพื้นที่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลจากประชาชนสะท้อนความจริงมากกว่ารายงานราชการในหลายกรณี โดยยืนยันว่า หากได้รับตำแหน่ง จะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับใบสั่งจากกลุ่มผลประโยชน์ใด”
หากได้มารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน จริง “การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบริหาร แต่คือการรื้อระบบที่ฝังรากมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ” เอกนัฐย้ำ
รับไม้ต่อภารกิจหลักกระทรวงพลังงาน
ทั้งนี้ ภารกิจหลักของกระทรวงพลังงานในยุค อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปี 2568-2569) ที่วางนโยบาย ‘Quick Big Win’ โดยเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ ลดราคาพลังงาน (น้ำมัน/ค่าไฟ) อย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานพลังงานสะอาด (Green Energy) เดินหน้า Direct PPA รองรับ Data Center, ผลักดันแผน PDP 2026 และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero
ภาพ: THE STANDARD , Shutterstock AI

