แม้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถให้ความเห็นตรงๆ เกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ เนื่องจากด้วยสถานะและตำแหน่งตุลาการ ไม่อาจล่วงล้ำเขตอำนาจของรัฐสภา แต่ก็มีการยอมรับถึง “ข้อบกพร่อง” บางประการ และเปรียบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเสมือนบ้าน ที่ต้องเข้าไปอยู่อาศัยก่อนจึงจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
เมื่อสื่อมวลชนสอบถาม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เขาระบุว่าเนื่องจากตนเองอยู่ตำแหน่งนี้ เข้าใจว่ามีความพยายามจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนเองจึงไม่ควรก้าวล่วงไปในเขตอำนาจของรัฐสภา
“ถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้มากี่ปีแล้ว แต่ตอนใช้เราก็ไม่ได้ฉุกคิดว่าจะเป็นปัญหาอย่างไร แต่พอเริ่มใช้แล้วก็จะรู้ว่ามีปัญหา เปรียบเสมือนการซื้อซื้อรถบ้าน ถ้ายังไม่อยู่ก็ยังไม่รู้ปัญหา ต้องเข้าไปอยู่แล้วถึงจะรู้ว่ามีปัญหา” นครินทร์กล่าวในช่วงหนึ่ง
THE STANDARD สรุปประเด็นจากการตอบคำถามสื่อมวลชนของประธานศาลรัฐธรรมนูญถึงความคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไล่เลียงได้ดังนี้
1. แก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ
นครินทร์ชี้ว่า เรื่องบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญนั้น คิดว่าต้องนำเข้าที่ประชุมขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะความจริงแล้วเราก็ทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่า เราเห็นข้อบกพร่องของกฎหมายบางเรื่องที่ทำให้ศาลมีข้อจำกัด
นครินทร์ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดการรับคดีร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญจากประชาชนตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้ทุกวันนี้เรารับคดีมาน้อยมาก จึงอยากแก้ไขบางอย่างใน พ.ร.ป.
2. วาระดำรงตำแหน่ง มอง “7 ปีน้อยเกินไป”
กระทั่งเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเองเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปี จึงมองว่า 7 ปี เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ ไม่มีองค์กรใดที่กำหนดวาระไว้ 7 ปีเลย ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยจะมีวาระ 9 ปี หรือ 12 ปี เป็นเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน หรือออสเตรเลีย
“ประเทศไทยมีการลดวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปีเหลือ 7 ปี ทำให้ องค์กรตุลาการท่านทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในช่วงแรกตุลาการจะเสียเวลาไปกับการตั้งหลักหลายเรื่อง พอเริ่มชำนิชำนาญก็หมดวาระ โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการที่ครบวาระ 7 ปี 4-5 คน ซึ่งคิดว่าระยะเวลาสั้นเกินไป พูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการ ไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง 7 ปีถือว่าสั้นเกินไป” นครินทร์กล่าว
3. เชื่อ ‘ตุลาการสายวิชาการ’ ยังมีความเป็นอิสระ แม้จะผ่าน ‘สว. สีน้ำเงิน’ มา
จากนั้นสื่อมวลชนได้สอบถามต่อไปถึงกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่ต้องได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเป็น ‘สว. สีน้ำเงิน’ อาจทำให้ตุลาการคนใหม่ถูกมองว่ามีความเอนเอียงในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นครินทร์ระบุว่า ที่มาของตุลาการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความเป็นอิสระก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ผมกล้าพูดว่า ถ้ามาจากสายนักวิชาการเช่นเดียวกับผม ไม่ว่าจะผ่านสีน้ำเงินหรือสีอะไรมา คิดว่าความเป็นอิสระก็อยู่ไปตลอด แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความไม่ไว้วางใจหรือเคลือบแคลงใจต่อ สว. แต่คิดว่าเป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรกับกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เริ่มมาแล้ว” นครินทร์ทิ้งท้าย
รู้ว่าจะปรับปรุงอย่างไร แต่ขอพ้นวาระก่อนแล้วจะพูด
ก่อนหน้านี้ นครินทร์ก็ได้เคยแสดงความเห็นในทางที่สอดคล้องกันนี้มาแล้ว เช่นในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 เขาระบุถึงที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ว่า “ก็ควรจะปรับปรุงครับ แต่อย่างไรผมพูดไม่ได้ ให้ผมพ้นตำแหน่งแล้วผมจะพูด แต่ควรจะปรับปรุง”
นครินทร์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว เดี๋ยวรอให้พ้นตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะพูดให้เต็มที่ว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร
“ผมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มา 2 ฉบับ ผมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ผมร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2558 ผมรู้ว่ารัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร แต่จะปรับปรุงอย่างไรผมขอไม่พูดแล้วกัน” นครินทร์กล่าว


