เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่บทความ ระบุชัดว่าสงครามครั้งนี้ส่งผ่านผลกระทบผ่าน 4 มิติ คือ Energy, Trade, Food, Finance แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ความ ‘ไม่เท่าเทียม’ ของความเสียหาย (Asymmetric Shock)
ไอเอ็มเอฟระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ ‘ภาษีทางเศรษฐกิจ’ ที่ปล้นเงินในกระเป๋าของประเทศผู้นำเข้าพลังงานไปดื้อๆ ขณะที่การติดขัดของขนส่งปุ๋ยผ่านอ่าวอาหรับ กำลังกลายเป็นวิกฤตอาหารโลก (Food Security) เพราะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกพอดี
ส่วนฟากการเงิน ไอเอ็มเอฟเตือนธนาคารกลางทั่วโลก ให้รับมือ ‘เงินเฟ้อฝังราก’ หากราคาพลังงานไม่ลง อาจบีบให้เศรษฐกิจโลกโตต่ำยาวนานกว่าที่คาด และประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง (High Debt) จะเจอศึกหนักจาก Yield พันธบัตรที่พุ่งขึ้นและเงินทุนไหลออก (Capital Outflow)
ไอเอ็มเอฟ ระบุในรายละเอียดว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งพลังงาน การค้า อาหาร และตลาดการเงิน ในช่วงเวลาที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ผลกระทบครั้งนี้จึงเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในช่องทางสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก มีน้ำมันราว 25 – 30% และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลกผ่านเส้นทางนี้ เมื่อความขัดแย้งกระทบต่อการขนส่งพลังงาน ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียและยุโรปจึงต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกาและเอเชียเริ่มเผชิญความยากลำบากในการจัดหาพลังงาน
สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเปรียบเสมือน ‘ภาษีทางเศรษฐกิจ’ ที่ทำให้รายได้ของประเทศลดลง เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินมากขึ้นในการนำเข้าพลังงาน งบประมาณสำหรับการลงทุนหรือการช่วยเหลือประชาชนก็ยิ่งลดลง โดยเฉพาะในประเทศที่มีฐานะการคลังเปราะบางอยู่แล้ว
ผลกระทบยังขยายไปสู่ ‘ห่วงโซ่อุปทานโลก’ เมื่อเส้นทางขนส่งสินค้าหลายสายต้องเปลี่ยนเส้นทาง เรือบรรทุกน้ำมันและเรือคอนเทนเนอร์ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การหยุดชะงักของเที่ยวบินในภูมิภาคอ่าวอาหรับยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้า ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลคือ ราคาอาหารโลก การขนส่งปุ๋ยจำนวนมากของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งถูกขัดขวางในช่วงที่ฤดูกาลเพาะปลูกกำลังเริ่มต้น อาจทำให้ปริมาณปุ๋ยในตลาดลดลง ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป
นอกจากนี้ สงครามยังอาจกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโลก เช่น ฮีเลียมจากประเทศในอ่าวอาหรับซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ หากการค้าและการขนส่งหยุดชะงัก ก็อาจส่งผลต่อการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ
ผลกระทบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงาน อาหาร และการขนส่งที่เพิ่มขึ้นมักถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการ ในหลายประเทศที่เพิ่งควบคุมเงินเฟ้อได้ ราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพกลับมาอีกครั้ง
ในด้านตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนจากสงครามทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นและความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้สูงและเงินสำรองจำกัด
ในทางกลับกัน ประเทศผู้ส่งออกพลังงานบางแห่งอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในลาตินอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จากการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังอาจทำให้การลงทุนชะลอตัว
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศทั่วโลกมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือกับวิกฤตจึงมีจำกัด ทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางที่สุด
ภาพ: LALAKA / Shutterstock
อ้างอิง:

