วันนี้ (31 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติดตามและสำรวจสถานการณ์มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ยังคงอยู่ในระดับวิกฤตและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
จากการสังเกตการณ์สภาพบรรยากาศในช่วงเช้า พบว่าทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกควันหนาทึบ โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิวทางขึ้นดอยสุเทพ ทัศนวิสัยการมองเห็นลดต่ำลงจนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองเชียงใหม่ด้านล่างได้ ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่และป้องกันอุบัติเหตุ
สำหรับสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับรุนแรงนั้น ข้อมูลล่าสุดรายงานสถิติจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ดังนี้:
- จังหวัดเชียงใหม่: พบจุดความร้อนสะสมสูงสุด 301 จุด
- จังหวัดแม่ฮ่องสอน: พบจุดความร้อนสะสม 255 จุด
- จังหวัดลำปาง: พบจุดความร้อนสะสม 186 จุด
ในส่วนของค่าฝุ่น PM2.5 รายจุดที่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ พบใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:
- ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่: ตรวจวัดค่าได้ 330.12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน: ตรวจวัดค่าได้ 306.80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ตำบลเวียงพานคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย: ตรวจวัดค่าได้ 198.40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
สอดคล้องกับรายงานข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) แบบเรียลไทม์จากเว็บไซต์ IQAir เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ระบุว่าพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ มีค่า AQI พุ่งสูงถึง 239 ส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดขึ้นเป็น อันดับ 1 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศแย่ที่สุดในโลก รองลงมาคือ เมืองเดลี ประเทศอินเดีย (AQI 203) และ กรุงกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (AQI 177) ตามลำดับ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งระดมกำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน










