×

ทำไม ‘ฮูตี’ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอิหร่าน เมื่อทะเลแดงอาจเป็นสมรภูมิใหม่ต่อจากฮอร์มุซ

31.03.2026
  • LOADING...
ภาพกลุ่มฮูตีพร้อมอาวุธในการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในเยเมน

ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางกำลังก้าวสู่จุดสุ่มเสี่ยงที่สุดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมน ประกาศเปิดศึกกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในสงครามอิหร่านเต็มตัว หลังยิงขีปนาวุธพิสัยไกลตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนและกาซา พร้อมยื่นคำขาดระงับเส้นทางเดินเรือสากล หากขั้วอำนาจตะวันตกยังไม่ยุติการรุกราน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

การขยับหมากของฮูตีในฐานะฟันเฟืองหลักของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) ภายใต้การสนับสนุนของอิหร่าน กำลังกลายเป็นตัวแปรอันตรายที่สั่นคลอนเสถียรภาพโลก โดยเฉพาะในเชิงยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานและสินค้าไม่ต่างจากช่องแคบฮอร์มุซ

 

เหตุใดกลุ่มติดอาวุธจากเยเมนจึงก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงที่โลกไม่อาจมองข้าม ฉากทัศน์ถัดไปที่โลกต้องเผชิญคืออะไร? THE STANDARD สรุปภาพรวมและประเมินความเสี่ยงที่กำลังทวีความรุนแรงในสมรภูมิตะวันออกกลาง

 
 

กลุ่มฮูตีคือใคร มีบทบาทสำคัญอย่างไรกับตะวันออกกลาง

 
 

ฮูตีหรืออันซารุลเลาะห์ (Ansar Allah) เป็นกลุ่มการเมืองและการทหารของเยเมน ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งคือ ฮุสเซน อัล-ฮูตี และมีรากฐานจากนิกายไซดียะห์ในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

ในช่วงแรก กลุ่มฮูตีวางตัวเป็นขบวนการภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตและอิทธิพลจากต่างชาติ ก่อนจะค่อยๆ ขยายอิทธิพลและเติบโตเป็นกำลังหลักของประเทศจากสงครามกลางเมืองเยเมนในปี 2014 หลังยึดกรุงซานาและโค่นรัฐบาลของ อับดุลราบุฮ์ มันซูร์ ฮาดี (Abd-Rabbu Mansour Hadi) ได้สำเร็จ ทำให้กองกำลังต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลเยเมนพลัดถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรอิหร่าน ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา โดยสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านให้การสนับสนุนด้านอาวุธ เงินทุน และการฝึกฝนทางทาหาร ขณะที่ฮูตีปฏิเสธไม่ได้เป็นตัวแทนของเตหะราน หากแต่มีจุดยืนทางการเมืองที่สอดคล้องกัน

 

ในช่วงที่ผ่านมา ฮูตีเคยเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในสงครามกาซา จากเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 แต่ปัจจุบัน การโจมตียุติลงชั่วคราว หลังสหรัฐฯ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในเดือนตุลาคม 2025

 
 

ฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่านสะท้อนอะไร

 
 

ในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา อับดุล มาลิก อัล-ฮูตี (Abdul Malik al-Houthi) ผู้นำกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งสัญญาณเข้าร่วมสงครามอิหร่าน โดยระบุว่า กองกำลังพร้อมเคลื่อนไหวและโจมตีทุกเมื่อ หากสถานการณ์บีบบังคับและจำเป็น พร้อมย้ำว่า นี่คือการต่อสู้เพื่อประชาชาติอิสลามทั้งหมด

 

อัล-ฮูตี ยังกล่าวชื่นชมปฏิบัติการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงซานาและพื้นที่ภายใต้การควบคุม โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่คือท่าทีที่เริ่มชัดเจนของกลุ่มฮูตีในการสนับสนุนอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฮูตีกับอิหร่านพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความใกล้ชิดทางศาสนาในนิกายชีอะห์ แต่ยังเชื่อมโยงกันด้วยผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ซับซ้อน

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางขยายความว่า ในเชิงภูมิศาสตร์ เยเมนตั้งอยู่ติดกับทะเลแดงและอ่าวเอเดน ซึ่งใกล้กับช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมการค้าของยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ฮูตีมีศักยภาพสำคัญ คือ การควบคุมและรบกวนเส้นทางเดินเรือระดับโลกโดยตรง

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์มองว่า การเคลื่อนไหวทางทหารของฮูตีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นยุทธศาสตร์เดิมที่เคยใช้มาก่อน โดยสะท้อนนัยสำคัญต่อสงครามอิหร่าน 2 ประการ

 

1.ความเคลื่อนไหวของฮูตีคือยุทธศาสตร์ร่วมกับอิหร่าน โดยมีจุดประสงค์กดดันเส้นทางพลังงานโลก กล่าวคือ หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฮูตีก็อาจเข้ามาปิดหรือคุกคามฝั่งทะเลแดง เพื่อทำให้การส่งออกพลังงานของฝ่ายตรงข้ามติดขัดในหลายมิติพร้อมกัน

 

อาจารย์ขยายความว่า ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียพยายามหาทางเลือกในการขนส่งพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบี่ยงไปใช้เส้นทางในทะเลแดงแทน เนื่องจากซาอุดีอาระเบียตั้งอยู่ระหว่างอ่าวอาหรับกับทะเลแดง ทำให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางส่งออกจากฝั่งตะวันออกไปฝั่งตะวันตกได้

 

2. เป็นการกดดันถึงสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศอ่าวให้ชั่งใจก่อนร่วมสงคราม ผศ.ดร.มาโนชญ์อธิบายว่า ในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งตะวันออกกลางส่อขยายตัวในวงกว้างยิ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่พยายามดึงประเทศอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเข้ามามีส่วนร่วม

 

อาจารย์มองว่า เมื่อความขัดแย้งขยายวงและมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น กลุ่มฮูตีในฐานะพันธมิตรอิหร่านจึงขยับเพื่อส่งสัญญาณตอบโต้ โดยเฉพาะ UAE ที่เคยตกเป็นเป้าการโจมตีมาแล้วในอดีต ถือเป็นการกดดันให้ประเทศอาหรับต้องชั่งน้ำหนัก และต้นทุนความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม

 

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในช่วงเวลานี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับทั้งยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และความพยายามของสหรัฐฯ ในการขยายแนวร่วมในภูมิภาค” อาจารย์ระบุ

 
 

ทำไมฮูตีจึงเป็นผู้เล่นที่สำคัญในสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง

 
 

Asharq Al-Awsat สื่ออาหรับวิเคราะห์ว่า ฮูตีกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง​ หลังสามารถพัฒนาบทบาทจากกองกำลังท้องถิ่นสู่กองกำลังนักรบที่มีอาวุธทันสมัยภายใต้การสนับสนุนจากอิหร่าน

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทางการทหารระบุว่า กลุ่มฮูตีมีคลังขีปนาวุธหลากหลาย โดยบางส่วนพัฒนาจากแบบจำลอง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ Toufan ขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีระยะยิงถึง 1,350-1,950 กิโลเมตร หรือ Palestine ขีปนาวุธร่อนที่ยิงไกลได้ถึง 2,000 เมตร ยังไม่รวมถึงขีปนาวุธต่อต้านเรืออย่าง Ase และ Tankil ที่สามารถโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดนได้

 

นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังเน้นการพึ่งพา ‘โดรน’ ถือเป็นหัวใจหลักของการโจมตี เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่สร้างผลกระทบสูงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจิตวิทยา เช่น Samad-3 โดรนโจมตีที่มีพิสัยประมาณ 1,500-1,800 กิโลเมตร หรือ Waed โดรนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Shahed-136 ของอิหร่าน โดยมีพิสัยยิงไกลได้ราว 2,000-2,500 กิโลเมตร

 

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ขีดความสามารถทางทะเลของฮูตีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีอาวุธสำคัญอย่าง Toufan เรือไร้คนขับติดระเบิด และยานใต้น้ำไร้คนขับที่สามารถโจมตีจากใต้ผิวน้ำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ยังสามารถวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงได้โดยตรง

 
 

ประเมิน Worst Case Scenario ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ โลกจะเป็นอย่างไร?

 
 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ประเมินว่า หากช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบถูกปิดพร้อมกัน จะเกิดผลกระทบร้ายแรงระดับโลกทันที ทั้งด้านพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทาน เพราะเส้นทางหลักของน้ำมันและสินค้าจะถูกตัดพร้อมกันแทบทั้งหมด

 

อาจารย์ยกตัวอย่างในกรณีซาอุดีอาระเบียที่พยายามใช้ท่อส่งน้ำมันไปออกทางทะเลแดง ซึ่งหากเส้นทางนี้ถูกปิดด้วย ผลกระทบจะยิ่งทวีคูณ โดยมองว่า วิธีการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์บีบสหรัฐฯ โดยตรง

 

“ในมุมของอิหร่าน การปิดช่องแคบทั้งสองคือการกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องวางตัวเป็นกลางหรือหันมาเจรจา รวมถึงอาจผลักให้หลายประเทศต้องหันไปพึ่งจีนและรัสเซียเพื่อประคองเศรษฐกิจ”

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์อธิบายว่า สหรัฐฯ มองฉากทัศน์ดังกล่าวเป็นความเสี่ยงของระเบียบโลก เพราะอาจทำให้หลายประเทศค่อยๆ หลุดออกจากอิทธิพลของตนเอง ดังนั้น ทางเลือกของสหรัฐฯ อาจเหลืออยู่ 2 หนทางหลักคือ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านและรัสเซียเพื่อบรรเทาวิกฤต และจัดตั้งปฏิบัติการร่วมทางการทหารเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศไม่ต้องการเข้าสู่สงคราม ทำให้วิธีการการเจรจามีแนวโน้มถูกเลือกมากกว่า

 

อาจารย์ยกตัวอย่างกรณีกลุ่มประเทศอ่าว (Gulf Cooperation Council: GCC) ที่พยายามวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้ง เพราะเน้นให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ตั้งเป้ารีเซ็ตระเบียบภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นปรับความสัมพันธ์กับอิหร่าน ขณะที่ยังเริ่มไม่ไว้วางใจการมีอยู่ของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยมองว่า เป็น ‘สายล่อฟ้า’ หรือความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีมากกว่าหลักประกันความมั่นคง

 

“ยังมีความกังวลว่า สุดท้ายสหรัฐฯ อาจถอนตัว เหลือเพียงการขายอาวุธ ขณะที่ประเทศในภูมิภาคต้องเผชิญสงครามกันเอง ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเป็นหลัก”

 
 

ฉากทัศน์ต่อไป: อิหร่านเล่นเกมยื้อเวลา ยอมเปิดหน้าแลกสหรัฐฯ

 
 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ประเมินฉากทัศน์ว่า สงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป เพราะอิหร่านไม่เชื่อว่า ท่าทีเจรจาของสหรัฐฯ เป็นความตั้งใจจริง โดยชี้ว่า ประสบการณ์ในอดีตสอนให้เตหะรานอ่านเกมว่า การเจรจาเป็นเพียงการซื้อเวลาให้สหรัฐฯ เพื่อเตรียมความพร้อมทางทหาร

 

ฉากทัศน์ต่อไปที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ อิหร่านต้อง ‘ยื้อเกม’ ให้ยาวที่สุด โดยหวังเพิ่มต้นทุนและความสูญเสียของฝั่งสหรัฐฯ กล่าวคือ ยิ่งสงครามยืดเยื้อและควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้มากเท่าไร สหรัฐฯ และอิสราเอลก็จะยิ่งลดแรงจูงใจในการโจมตีอิหร่านในอนาคต

 

ขณะที่อาจารย์ยังมองความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะหันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนแปลงระบอบ’ (Regime Change) เหมือนกับสถานการณ์ในอิรัก โดยสนับสนุนกลุ่มภายในอิหร่านให้ลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากตัวแสดงสำคัญอย่าง ‘กลุ่มเคิร์ด’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้ตุรกีเข้ามามีบทบาททันที นั่นหมายความว่า ความขัดแย้งจะยิ่งขยายวงกว้างขึ้นอีก

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ยังมองความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะพิจารณาปฏิบัติการยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บางจุดในอิหร่าน เช่น พื้นที่ชายฝั่งในช่องแคบฮอร์มุซและเกาะคาร์กเพื่อควบคุมเส้นทางพลังงาน แต่จนถึงขณะนี้ ยังติดเงื่อนไขสำคัญคือการขาดการสนับสนุนจากประเทศอาหรับ

 

ส่วนมิติการเมืองภายในของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีแรงต้านต่อสงครามมากขึ้น ทั้งฝ่ายเสรีนิยมและฐานเสียงอนุรักษนิยม โดยเฉพาะต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามอธิบายว่า สงครามนี้เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไม่ใช่ของอิสราเอลเพียงอย่างเดียว

 

ดังนั้นในภาพใหญ่ของสงครามวันนี้ จึงไม่สามารถวิเคราะห์แค่ในมุมสงครามทางทหาร แต่เป็น ‘เกมยื้อเวลา’ ที่เดิมพันด้วยเศรษฐกิจโลกและดุลอำนาจของชาติมหาอำนาจ

 

แฟ้มภาพ: Mohammed al-wafi / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising