‘กกพ.’ ชงค่าไฟ 3 ทางเลือก กดค่าไฟงวด พ.ค. – ส.ค. 2569 ถูกสุดที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย เผยสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาก๊าซพุ่งแตะ 20 เหรียญต่อล้านบีทียู
วันที่ 25 มี.ค.ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. – ส.ค. 69 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย
“แม้ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG จะปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า”
ทั้งการพิจารณาใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสมส่งผลให้ กกพ. สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
“พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชำระคืนภาระหนี้ ให้แก่กฟผ. และปตท. ในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2568 กกพ. ได้มีมติให้นำเงินเรียกคืนส่วน เกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลด 2,640 ล้านบาท และเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFGas รวม 6 งวด
โดยเริ่มคืนงวดที่สองในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยอดคงค้างของค่า AF ลดลงเหลือ35,928 ล้านบาท และต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท
ซึ่งแม้จะลดลงมาก แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟทีต่อไป จนกว่าจะทยอยชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้านี้
ดังนั้น สำนักงาน กกพ. ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2569 แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย)
โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย
โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในการประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่า AFGas สำหรับเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 (งวดที่ 3) เป็นเงินจำนวน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3.66 สตางค์ต่อหน่วย
กรณีที่ 2: กรณีต้นทุน FAC ประจำงวด (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย
โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 3: กรณีต้นทุน FAC ประจำงวด ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF
คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระ
เมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
“ยอมรับว่าครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวที่ลำบากใจ แต่เราก็พยายามชะลอและผ่อนปรนอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่ให้กระทบกับประชาชนเบาบางที่สุด ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซเพื่อมาผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 54% โดยก๊าซดังกล่าวเป็น LNG ถึง 40%”
หากรัฐบาลต้องการให้มีการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยไว้เช่นเติม โดยมีการประเมินว่าอาจสามารถช่วยได้ในกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่ม
คือ กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ซึ่งมีประมาณ 14 ล้านครัวเรือน 333 ล้านบาท และกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ประมาณ 17 ล้านครัว 545 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน
คนทั้ง 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ซึ่งจากสมติฐานค่าไฟยืนที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ลงมาที่ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือ 7 สตางค์ คิดเป็นเงินมูลค่าประมาณ 4,600-5,000 ล้านบาท
ในส่วนนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะอุดหนุนและช่วยเหลืออย่างไร โดยต้องมีมาตรการออกมาให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้าจะประกาศในวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ ซึ่ง กกพ. ก็ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่พยายามหาวิธีการที่ช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด
ภาพ: Krisana Antharith / Shutterstock

