ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดทั่วโลก ล่าสุด ‘อะมิตี้’ (Amity) บริษัทเทคคอมพานีสัญชาติไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,200 ล้านบาท นับเป็นดีลการระดมทุนด้าน Generative AI (GenAI) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเด็นสำคัญ
Amity ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ ดีลด้าน GenAI ใหญ่สุดของอาเซียน
การระดมทุนรอบนี้ นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ของรัฐบาลสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners, SMDV และนักลงทุนรายเดิมอย่าง CMLIM Capital ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายของตลาดเทคโนโลยีในอาเซียน ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดการลงทุนจากกลุ่ม PE และ VC ลดลงถึง 40% เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่ไหลไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI
เงินทุนจำนวนนี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนการเติบโตด้วยกลยุทธ์ 3Bs – Build, Buy, Bridge” ประกอบด้วย
- Build พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) โดยมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์และไทย
- Buy ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) บริษัทซอฟต์แวร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปที่มีฐานลูกค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่แล้ว เพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้าไปผสาน
- Bridge ผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งต่อยอดโซลูชัน AI สู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์
เป้าหมายรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และจ่อขาย IPO ในปี 2027
กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2025 กลุ่มบริษัทมียอดขายแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2022 โดยรายได้หลักและกำไรกว่า 75% ในปี 2025 มาจากหน่วยธุรกิจในทวีปยุโรป สะท้อนถึงการเติบโตระดับสากลได้อย่างชัดเจน
อะมิตี้ตั้งเป้าหมายรายได้ทะลุ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2027 ซึ่ง เคง เต็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เสริมว่านี่คือก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากสตาร์ทอัพสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ
ทำไมต้อง Vertical AI ทางสู้ของบริษัทเทคอาเซียน
คำถามสำคัญคือ บริษัทจากอาเซียนจะแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI หรือ DeepSeek ได้อย่างไรในสมรภูมิเทคโนโลยี AI โลก?
คำตอบคือการไม่ลงไปแข่งสร้าง ‘โมเดลภาษาขนาดใหญ่’ (LLM) ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘Vertical AI’
บทความจาก INSEAD ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของการปฏิวัติ AI ไม่ใช่แนวระนาบ (Horizontal) แต่มูลค่าที่แท้จริงของ GenAI จะเกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Verticalization ซึ่งเป็นการผสานความสามารถของ LLM เข้ากับความรู้และกระบวนการทำงานเฉพาะทาง
องค์กรที่นำ Vertical AI มาใช้อย่างเป็นระบบจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะ “เอนโทรปีของสถาบัน” (Institutional entropy) หรือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้
ในมุมของอะมิตี้ การสร้าง Vertical AI ต้องอาศัย 2 องค์ประกอบหลักคือ ‘ข้อมูล’ (Data) และ ‘ช่องทางการจัดจำหน่าย’ (Distribution) อะมิตี้จึงเน้นเจาะข้อมูลเชิงลึกที่ยักษ์ใหญ่ด้าน AI เข้าไม่ถึง เช่น ข้อมูลเสียงใน Call Center ข้อมูลโทรคมนาคม และธุรกิจค้าปลีก ผ่านบริษัทในเครือ
ความสำเร็จของศูนย์ ARAC ภายใต้การนำของ ทัชพล ไกรสิงขร พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวทางนี้สร้างผลลัพธ์ได้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เช่น
Influmatch AI หรือระบบค้นหาและจับคู่ Influencer ได้อย่างแม่นยำ 90% โดยใช้เวลาเพียง 1 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาระดับชั่วโมงหรือเป็นวัน
Amity Agent 3.1 หรือ AI สำหรับ Contact Center ที่คว้าอันดับ 9 ของโลกบน Leaderboard (และอันดับ 4 ในหมวดอุตสาหกรรมการบิน) โดยใช้โมเดลขนาดเล็กเพียง 3 พันล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเล็กกว่าโมเดลทั่วไปในตลาดถึง 10-50 เท่า ทำงานเร็วกว่า 3-4 เท่า และมีต้นทุนการประมวลผลถูกกว่าแบบจำลองขนาดใหญ่กว่าครึ่ง
Auto QA หรือ ระบบ AI วิเคราะห์คุณภาพเสียงสนทนาใน Call Center เพื่อช่วยจับประเด็นและประเมินพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลลูกค้า
ในระยะต่อไป อะมิตี้เตรียมพัฒนายกระดับไปสู่ Agentic AI หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติ ลงมือปฏิบัติงาน และขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริงแบบครบวงจร ภายใต้การเชื่อมโยง Integrated Ecosystem ของบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อผลักดันอะมิตี้ให้ก้าวขึ้นเป็น AI Champion ของภูมิภาคที่พร้อมแข่งขันในระดับโลกอย่างแท้จริง
ภาพ: Andriy Onufriyenko / Getty Images

