อัปเดตสถานการณ์ในประเทศไทยจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่ยกระดับต่อเนื่อง กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทยทั้งในมิติพลังงานและเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น.
กต. เตือนคนไทยในอิสราเอลออกจากพื้นที่เสี่ยง
ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า การสู้รบยังทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง โดยมีการโจมตีในเลบานอน อิหร่าน และประเทศในอ่าวอาหรับอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังปิด ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งมีรายงานการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญด้านความมั่นคงของอิหร่าน พร้อมขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกโดยเร็ว ติดตามข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่อย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลการพำนักเพื่อความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือ
ส่วนความช่วยเหลือคนไทย เมื่อวานนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศคูเวต และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดน เพื่อขอบคุณที่ช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกในการอพยพคนไทย โดยเฉพาะจอร์แดนซึ่งเป็นจุดสำคัญในการรับคนไทยกลับประเทศ
ตัวเลขล่าสุด คนไทยในอิหร่าน 2 คน เดินทางออกไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกีแล้ว และมีกำหนดเดินทางกลับถึงไทยในวันที่ 19 มีนาคมนี้ พร้อมกันนี้เตรียมอพยพเพิ่มเติมในวันที่ 25 มีนาคม โดยจัดเจ้าหน้าที่ดูแลตามจุดผ่านแดน
ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้แจ้งเตือนคนไทยในอิสราเอลให้เพิ่มความระมัดระวัง ท่ามกลางแนวโน้มความรุนแรงที่อาจเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ปาณิดล ระบุอีกว่า สถานทูตและสถานกงสุลในภูมิภาคยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านที่พัก สิ่งของจำเป็น และการประสานการเดินทางกลับ โดยตั้งแต่เกิดเหตุได้ช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่แล้วรวม 1,149 คน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งช่วยเหลือคนไทยให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
พาณิชย์คุมราคาสินค้า สกัดกักตุน
กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงมาตรการควบคุมราคาสินค้าและค่าครองชีพ โดยระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักถึงผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก จึงได้เตรียมมาตรการดูแลทั้งด้านราคา ปริมาณสินค้า และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และราคาต้องเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำกับดูแลสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง โดยพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าและบริการเป็นรายวัน เพื่อประเมินสถานการณ์ และป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือกักตุนสินค้า
สำหรับการกำกับดูแลราคาน้ำมันหน้าปั๊ม กนิษฐา ระบุว่า ได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงพลังงาน ภายใต้กลไกคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) หากพบการขึ้นราคาไม่สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน มีการกักตุน หรือปฏิเสธการขาย จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในส่วนการดูแลเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า ปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และยังสามารถควบคุมราคาได้ โดยอยู่ระหว่างรอการขนส่งจากตะวันออกกลางมาเสริมสต๊อก พร้อมเร่งหาวัตถุดิบทดแทน ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับสูตรปุ๋ย ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และหันมาใช้จุลินทรีย์มากขึ้น
นอกจากนี้ หากมีการปรับราคาเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงจะขยายมาตรการปุ๋ยธงเขียว ให้ครอบคลุมช่วงความต้องการสูงของเกษตรกร ในฤดูกาลปลูกข้าวนาปีและมันสำปะหลัง ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม
กนิษฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ขอความร่วมมือประชาชนบริโภคอย่างประหยัดและเหมาะสม เพื่อให้สินค้ากระจายได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง
ทั้งนี้ หากพบผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าไม่ตรงตามป้ายราคา หรือขายในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ชวนติดโซลาร์รูฟท็อป ลดภาษีสูงสุด 2 แสน
พัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แถลงผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานโลก ทั้งด้านการบริหารราคาพลังงาน การจัดหาพลังงานสำรอง และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างราคาไฟฟ้าในอนาคต เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
ในส่วนของราคาพลังงาน รัฐยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาไม่ให้ปรับขึ้นรุนแรง แม้จะมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นในบางช่วง โดยจะพยายามไม่ให้กระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังเร่งจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น รวมถึงเพิ่มการพึ่งพาพลังงานในประเทศทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ด้านมาตรการประหยัดพลังงาน ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจให้จัดทำแผนลดใช้พลังงานภายใน 1-3 เดือน ปรับเวลาใช้เครื่องจักรและเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ภาครัฐมีเป้าหมายลดใช้พลังงาน 10% เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศา ลดการใช้น้ำมัน ปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการทำงานแบบ Work from Home รวมถึงการประชุมออนไลน์
สำหรับภาคประชาชน ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมมาตรการหักค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้ 1.5 เท่า ครอบคลุมช่วงวันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจผ่านโครงการร่วมลงทุน (Co-pay) โดยรัฐช่วย 20-30% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย รวมถึงสนับสนุนภาคขนส่งให้ปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ ลดการใช้พลังงาน โดยให้เงินสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเปิดให้คำปรึกษาผ่านคลินิกอนุรักษ์พลังงาน
ส่วนกรณีปั๊มน้ำมันบางแห่งติดป้ายน้ำมันหมด ยืนยันไม่ใช่การตัดโควตา แต่เป็นผลจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยขณะนี้ได้เพิ่มเที่ยวรถขนส่ง ผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ และเร่งกระจายน้ำมันให้เพียงพอแล้ว


