วันพรุ่งนี้ 10 มีนาคม ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ สุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากกรณีที่ กกต. มีมติแจกใบส้ม ด้วยความผิดพลาด เป็นเหตุให้จำเลยถูกตัดสิทธิไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศเมื่อปี 2562 ซึ่งสุรพลสามารถชนะการเลือกตั้งในพื้นที่เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 52,165 คะแนน ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองกว่า 25,000 คะแนน อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งผ่านไป 1 เดือน กกต. กลับมีมติแจกใบส้มแก่สุรพล ส่งผลให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว
พร้อมกันนี้ กกต. ยังได้ส่งเรื่องฟ้องศาลเพื่อเอาผิดทางอาญาในคดีทุจริตการเลือกตั้งและเรียกร้องค่าเสียหายจากการจัดการเลือกตั้งซ่อม แต่ท้ายที่สุดศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องสุรพลในคดีดังกล่าว
จากผลของคำพิพากษาที่ยืนยันความบริสุทธิ์ สุรพลซึ่งต้องสูญเสียโอกาสในการทำหน้าที่ สส. และได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ กกต. จึงได้ดำเนินการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกลับ ซึ่งการต่อสู้ทางกฎหมายได้ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ กกต. มีมติให้ใบส้มเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 โดยในกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ กกต. ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 64 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 70 ล้านบาท
ต่อมา กกต. ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่เห็นควรให้ปรับลดวงเงินชดใช้ลงเหลือ 56 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 62 ล้านบาท ทำให้ กกต. ตัดสินใจยื่นฎีกาเพื่อต่อสู้คดีในศาลสูงสุดต่อไป จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปี นับตั้งแต่การต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นถึงศาลฎีกา ศาลจึงได้นัดหมายให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเดินทางมารับฟังคำพิพากษาอันเป็นที่สิ้นสุดในช่วงบ่ายของวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ศาลจังหวัดฮอด
ทั้งนี้ มีรายงานระบุว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ขาดให้ กกต. ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามการเรียกร้อง สำนักงาน กกต. จะต้องนำเงินสะสมของหน่วยงานที่เหลือจากการบริหารจัดการเลือกตั้งมาจ่ายชดเชยให้แก่สุรพลไปก่อน จากนั้นกระทรวงการคลังจะเข้ามาดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางละเมิด เพื่อหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเงินงบประมาณของทางราชการ


