หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ และอิสราเอล ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานราคาก็กลับมาย่อตัวอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลง ทั้งๆ ที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แล้วทองคำยังเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ครั้งนี้อยู่หรือไม่
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นราคากลับร่วงลงไปแตะ 4,996 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 5,100 – 5,200 ดอลลาร์
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทย พุ่งขึ้นแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำอีกครั้ง ก่อนจะลดลงสองวันติดต่อกัน กลับมาอยู่ที่ 77,200 บาท
เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทองคำได้อานิสงส์จากสงคราม ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนั้นราคาทองคำเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่
1. แรงขายทำกำไรหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง รวมทั้งการขายเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนของการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงแรง รวมทั้งการนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
2. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากสงครามที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อ กระทบต่อราคาพลังงานอย่างมาก ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อสูงขึ้นจะกระทบต่อวงจรการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก
ล่าสุด นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดลงเหลือ 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง และความกังวลดังกล่าวทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็ว หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกิน 4% กดดันราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสด
3. การปรับตัวลงของโลหะเงิน ซึ่งเผชิญแรงเทขายหนัก เพราะโลหะเงินถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอลง อาจกระทบกับอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม และเมื่อโลหะเงินลดลงแรง ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์คู่กับโลหะเงิน ปรับตัวลดลงเช่นกัน
“หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานค้างสูง เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนอาจจะต้องกลับมาทบทวนแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำอีกครั้ง” เบญจมากล่าว
ก่อนหน้านี้ มองว่าทองคำอยู่ในช่วงปรับฐาน และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การขยับขึ้นของทองคำรอบนี้หากไม่สามารถทะลุผ่าน 5,500 ดอลลาร์ ได้ทันที อาจเป็นการดีดตัวเพื่อพักฐาน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพักฐานของราคาทองคำรอบนี้จะไม่ต่ำกว่า 4,655 – 4,840 ดอลลาร์ และเชื่อว่าราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม
“หากแรงเทขายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจจะถอยกลับไปสู่แนวรับสำคัญที่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์” David Morrison นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าว
การย่อตัวลงเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน
ดอลลาร์ที่แข็งค่ามักจะบีบให้ต่างประเทศต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลง การเทขายดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำลดลง
JPMorgan ระบุว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ของราคาทองคำอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10%
อย่างไรก็ตาม จากสถิติในอดีตที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นเหล่านั้นมักจะยากที่จะรักษาระดับไว้ได้ หากตลาดหุ้นร่วงลงและเทรดเดอร์ถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์เพื่อระดมเงินสดหรือเพื่อตอบสนองต่อการเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin calls)
ภาพ: i viewfinder / Shutterstock
อ้างอิง:

