ตลาดหลักทรัพย์ฯ หยุดทำการซื้อขายชั่วคราวช่วงก่อนปิดตลาดภาคเช้า หลังดัชนี SET ร่วงลง 117 จุด ติดลบ 8% โดยจะเปิดทําการซื้อขายอีกครั้งในภาคบ่าย ตามเวลาซื้อขายปกติ
ช่วงเวลา 2 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนี SET ติดลบไป 180 จุด หลังจากดัชนีร่วงลงไป 117 ในวันนี้ แตะระดับ 1,348.99 จุด ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เวลา 12.18 – 12.30 น. ก่อนจะกลับมาเปิดให้ซื้อขายตามปกติในภาคบ่าย ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น.
ครั้งสุดท้ายที่ดัชนี SET ร่วงลงมากกว่า 100 จุด ในหนึ่งวัน ต้องย้อนกลับไปช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อ 23 มีนาคม 2020 ที่ดัชนีลดลง 102.78 จุด -9.12%
ปัจจัยกดดันหลักต่อตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเป็นภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจลดความเสี่ยง ไม่ใช่แค่เฉพาะหุ้นไทย และแม้ว่าผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นไทยอาจจะไม่มาก แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิด ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมสามารถถูกกระทบได้หลายช่องทาง
ช่องทางแรกคือ การนำเข้าพลังงาน หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าของไทยพุ่งสูง และจะกระทบต่อดุลการค้า
ถัดมาคือการส่งออก หากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่จากสงครามที่ยืดเยื้อ การส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจจะถูกกระทบ และอีกส่วนที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยคือการท่องเที่ยว สงครามทำให้หลายคนตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง
“การร่วงลงอย่างรุนแรงของหุ้นไทยก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล ยิ่งเทียบเคียงกับ valuation ก่อนหน้านี้ที่ตึงตัวในทุกมิติ หลังจากดัชนี SET พุ่งขึ้นไปเกือบ 1,530 จุด สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถประเมินได้ว่า เหตุการณ์การสู้รบ ณ ปัจจุบันจะไปสิ้นสุดลงที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่เราประเมินว่าภาพสินทรัพย์ต่างๆ ณ ปัจจุบัน อาจจะยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงต่างๆ เต็มที่มากนัก พิจารณาจากเครื่องชี้ต่างๆ ดังต่อไปนี้
1) ระดับ Oil Backwardation ที่ยังคงห่างไกลจากช่วงปลายปี 2011- ต้น ปี 2022 สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้กังวลต่อปัจจัย supply shock มากนัก
2) คาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของสหรัฐฯ ที่ยังคง ห่างไกลจากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ เมื่อช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022
3) ดัชนี VIX ที่ยังคงห่างไกลจากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ ทั้งในปี 2022 และ ปี 2024
“หากต้องการเข้าซื้อ ณ เวลานี้ ต้องดูว่าเราพร้อมจะรับความเสี่ยงแค่ไหน ถ้าอยากให้ความเสี่ยงลดลง อาจจะต้องรอให้อินดิเคเตอร์ต่างๆ สะท้อนความเสี่ยงไปมากกว่านี้” ณัฐชาตกล่าว
โอกาสช้อนซื้อหุ้นปันผลสูง
ด้าน ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า การปรับตัวลงของหุ้นไทยกว่า 100 จุด เป็นโอกาสในการซื้อ แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มย่ำแย่ลง เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบที่อาจจะยืดเยื้อ
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจคือ อุปทานน้ำมันที่อาจจะลดลงไป 5-10% ซึ่งทุกๆ 1% ของอุปทานที่หายไป จะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 4% ทำให้ราคาน้ำมันอาจจะขยับไปอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
และทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น จะกระทบต่อ GDP ไทยราว 0.5% ทำให้ GDP ปีนี้อาจจะเติบโตเพียง 1-1.5%
“การเติบโต 1-1.5% ยังพอยอมรับได้ เพราะทุกประเทศแย่ลงหมด แต่ในมุมนี้หุ้นกลุ่มพลังงานของไทยจะได้รับประโยชน์ ทั้งผู้ผลิตและสำรวจ โรงกลั่น หรือแม้แต่ปิโตรเคมี คล้ายกับช่วงปี 2022” ประกิตกล่าว
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อการอุปโภคและบริโภค แต่หากเงินเฟ้อสูงขึ้น อาจจะดีกับกลุ่มธนาคาพาณิชย์ เพราะดอกเบี้ยอาจจะขยับขึ้นอีกครั้ง โดยภาพรวมแล้วการปรับตัวลงแรงของหุ้นไทย หากมีการสั่งหยุดพักการซื้อขายอีกครั้ง มักจะเป็นโอกาสในการซื้อ โดยเฉพาะหุ้นที่จ่ายปันผลสูง

