KSL ระบุแผนปี 69 ไม่มีลงทุนขนาดใหญ่ ขอเน้นเดินหน้าปลดหนี้ 15,000 ล้านบาท คาดสามารถจะคืนหนี้ได้หมดในระยะเวลา 7 ปี ควบคู่กับการพิจารณาขายอสังหาริมทรัพย์หากได้ราคาดี
ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยและทิศทางตลาดโลกในปี 2569 รวมถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ ทั้งปัจจัยด้านราคา การแข่งขัน นโยบายรัฐ และการปรับแผนกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากรอบด้าน
โดยภาพรวมการบริโภคน้ำตาลของโลกในช่วง 2-3 ปีมานี้ค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 200 ล้านตันต่อปี โดยไม่ได้มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต ขณะที่ฝั่งการผลิตมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งอินเดีย บราซิล ไทย และจีน เนื่องจากราคาส่งออกน้ำตาลที่เคยพุ่งสูงในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้าได้จูงใจให้ประเทศต่างๆ หันมาปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด (Over Supply) และกดดันให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาอยู่ในกรอบ 13-16 เซนต์ต่อปอนด์ ลดลงจากปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ประมาณ 18-19 เซนต์ต่อปอนด์
สำหรับแนวโน้มการบริโภค พบว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน หันไปนิยมใช้สารให้ความหวานทดแทนอย่าง คอร์นไซรัป (Corn Syrup) มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดยุโรปยังคงเชื่อมั่นในการใช้น้ำตาลจากธรรมชาติ รวมถึงตลาดใหม่ในทวีปแอฟริกาที่มีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของเมือง มาตรฐานการครองชีพ และธุรกิจร้านอาหาร-เบเกอรี่ที่ขยายตัว
มองอุตฯอ้อยไทยปี 69 แตะ 100 ล้านตัน ท่ามกลางวิกฤตแรงงาน-บาทแข็ง
สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าในฤดูกาลหีบ 2568/2569 จะมีผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 100 ล้านตัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศค่อนข้างทรงตัวที่ 2.3-2.4 ล้านตันต่อปี จากปัจจัยเรื่องภาษีความหวานและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในประเทศกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ได้แก่
- ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน ทำให้แรงงานกัมพูชาหายไปเป็นหลักแสนคน ส่งผลให้กำลังการตัดอ้อยลดลงเหลือเพียงวันละประมาณ 1 ล้านตัน และคาดว่าจะทำให้ฤดูหีบอ้อยปีนี้ต้องยืดเยื้อไปจนถึงเดือนเมษายนปีนี้ จากเดิมที่มักจะทยอยปิดหีบในช่วงเดือนมีนาคมปีนี้
- นโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภาครัฐรณรงค์ให้ลดการเผาอ้อยและสนับสนุนการตัดอ้อยสด โดยปีนี้ขอความร่วมมือให้มีอ้อยเผาไม่เกิน 10% ลดลงจากอดีตที่ 30-40% แต่นโยบายนี้กลับไปเพิ่มต้นทุนทั้งค่าแรงและเวลาให้กับเกษตรกร ในขณะที่ฝุ่น PM 2.5 ภาพรวมก็ยังคงสูงอยู่ ชลัชจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินชดเชยที่เหมาะสมให้กับชาวไร่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบแนวชายแดน
- ประเด็นเงินบาทแข็งค่า เป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการส่งออกน้ำตาล ซึ่งคิดเป็น 70% ของอุตสาหกรรม โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า จะกระทบมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมหลักหลายพันล้านบาท
ชลัช กล่าวต่อ ให้เห็นว่า ราคาน้ำตาลในประเทศของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกษตรกรควรจะได้รับ โดยเสนอแนวคิดให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคา และสร้างกติกาเก็บออมในวันส่งออกดี เพื่ออุดหนุนในวันราคาตก แทนการเรียกร้องเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าเพียงอย่างเดียว
เจาะแผนธุรกิจ KSL ปี 2569 รายได้ทรงตัว แต่มาร์จินจ่อโต 3-4%
ในส่วนของผลการดำเนินงาน KSL คาดการณ์ว่าในฤดูกาล 2568/2569 บริษัทจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบราว 7.8-7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.6% จากปีก่อนหน้า และขยับมาร์เก็ตแชร์ของบริษัทขึ้นไปใกล้ระดับ 8% ปัจจัยหลักมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของโรงงานใหม่ในจังหวัดสระแก้ว และสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก
แม้ภาพรวมรายได้ของบริษัทในปี 2569 อาจจะ ทรงตัวเนื่องจากปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นราว 20% ถูกหักล้างด้วยราคาขายเฉลี่ยในตลาดโลกที่ลดลงประมาณ 20% แต่ KSL มั่นใจว่า อัตรากำไร (Margin) จะปรับตัวดีขึ้นประมาณ 3-4% สาเหตุหลักมาจากการพัฒนา ประสิทธิภาพการผลิต อย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสามารถสกัดน้ำตาลต่อตันอ้อยได้ในปริมาณที่สูงขึ้นและมีต้นทุนสูญเสียลดลง
รวมถึงมีการบริหารความเสี่ยงด้วยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในช่วงเวลาที่ราคาเหมาะสม พร้อมทั้งคาดว่าผลประกอบการในปีงวดบัญชีปี 2568/2569 (1 พ.ย. 2568 – 31 ต.ค. 2569) จะพลิกกลับมามีกำไร จากงวดปีก่อนที่มีผลขาดทุนประมาณ 660 ล้านบาท เนื่องจากในงวดปีก่อนบริษัทมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ประมาณ 600 ล้านบาทธุรกิจในกัมพูชาซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกในปีนี้ อีกทั้งธุรกิจหลักยังสามารถทำกำไรได้ปกติ
นอกเหนือจากธุรกิจน้ำตาล ธุรกิจเกี่ยวเนื่องของ KSL ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำไรและกระจายความเสี่ยง ได้แก่
- ธุรกิจไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 340 เมกะวัตต์ และกำลังศึกษาการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากกากอ้อยในมิติอื่นๆ
- ธุรกิจเอทานอล ดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุน คือ บมจ. บีบีจีไอ (BBGI)ซึ่งปีนี้พลิกกลับมามีกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและราคาขายที่ขยับขึ้น
- ธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ เดินหน้าส่งเสริมแนวคิด Zero Waste เปลี่ยนกากหม้อกรองให้เป็นปุ๋ยบำรุงดินคุณภาพสูง เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มผลผลิตให้ชาวไร่
ปี 69 ไร้แผนลงทุนขนาดใหญ่ ขอเน้นเดินหน้าปลดหนี้15,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทฯ ไม่มีแผนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนสร้างโรงงานในการขยายกำลังผลิตน้ำตาลในปริมาณที่เพียงพอรองรับในการทำธุรกิจแล้วจากนี้ไปจึงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีการลงทุนไปก่อนหน้านี้
ประกอบกับการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้บริษัทมีภาระหนี้ที่สูงในระดับประมาณ 15,000 ล้านบาทซึ่งจากนี้ไปบริษัทจะให้ความสำคัญในการลดหนี้ซึ่งจากแผนการดำเนินธุรกิจคาดว่าจะนำกำไรจากการดำเนินงานสามารถทยอยใช้หนี้ดังกล่าวนี้ได้หมดในระยะเวลา 7 ปี
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีการศึกษาพิจารณากับแนวการขายสินทรัพย์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองอยู่ทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมีทั้งอาคารสำนักงาน และที่ดินเปล่า หากได้ราคาขายที่ดี โดยไม่ได้มีเร่งรีบในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว


