เหตุกราดยิงในโรงเรียนและสถานศึกษาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายประเทศทั่วโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และมีหลายกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็น ‘นักเรียน’ ที่อายุยังน้อย
ประเด็นสำคัญ
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ก่อให้เกิดคำถามมากมาย รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์เหล่านี้ ทั้งเรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน แรงจูงใจ เช่นสภาพแวดล้อมทางสังคม การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต ตลอดจนคำถามเรื่องระบบป้องกันและการรับมือของสถานศึกษา
THE STANDARD ชวนย้อนดูตัวอย่างเหตุกราดยิงในโรงเรียนจากต่างประเทศที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของเหตุการณ์เหล่านี้ และชวนตั้งคำถามต่อว่า สังคมและโรงเรียนควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก
เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์

วันที่ 20 เมษายน 1999 เอริค แฮร์ริส และดีแลน เคลโบลด์ สองนักเรียนมัธยมปลาย ก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการพกอาวุธปืนและระเบิด เข้าไปก่อเหตุกราดยิงและพยายามวางระเบิดภายในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ในเมืองโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา โดยสังหารนักเรียน 13 คน และครู 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 23 คน ก่อนที่มือปืนทั้งสองจะยิงตัวตาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในโรงเรียนระดับมัธยมปลายในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการเลียนแบบมากกว่า 70 ครั้ง
โดยแฮร์ริสและเคลโบลด์ วางแผนก่อเหตุมาประมาณ 1 ปี โดยตั้งใจให้โจมตีด้วยการวางระเบิดเป็นหลัก แต่ตัดสินใจเริ่มการโจมตีด้วยปืนหลังจากระเบิดที่ประดิษฐ์ขึ้นเองไม่ทำงาน
แรงจูงใจในการก่อเหตุของพวกเขายังคงไม่มีการยืนยันแน่ชัด โดย FBI สรุปว่าทั้งสองมีอาการป่วยทางจิต แฮร์ริสมีภาวะต่อต้านสังคม และเคลโบลด์เป็นโรคซึมเศร้า ขณะที่สื่อคาดเดาในหลายประเด็นที่อาจเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ ทั้งการแก้แค้นจากการถูกกลั่นแกล้ง การถูกสังคมปฏิเสธ
เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจ ที่เข้าไปในโรงเรียนช้าและไม่เข้าแทรกแซงระหว่างที่มือปืนเปิดฉากกราดยิง และจุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับวัฒนธรรมปืนของอเมริกาและกฎหมายควบคุมปืน โดยหลังเกิดเหตุ ส่งผลให้ทางการสหรัฐฯ นำยุทธวิธีปฏิบัติการฉับพลัน (IARD) มาใช้รับมือในสถานการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุกราดยิง
เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโจเกลา

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2007 เกิดเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมโจเกลา ในเมืองโจเกลา จังหวัดทูซูลา ประเทศฟินแลนด์ มือปืนคือ เป็กกา เอริค อูวิเนน นักเรียน 18 ปี เข้าไปในโรงเรียนในเช้าวันนั้นพร้อมอาวุธปืนพกแบบกึ่งอัตโนมัติ ก่อนเปิดฉากกราดยิงและสังหารคนในโรงเรียนไป 8 คน และมีผู้บาดเจ็บ 13 คน โดย 1 คนถูกยิงและ 12 คน ถูกเศษกระจกกระเด็นใส่ ก่อนที่อูวิเนนจะยิงตัวเองที่ศีรษะและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
เหตุกราดยิงครั้งนี้ เป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและครูใหญ่
ตำรวจพบปลอกกระสุนทั้งหมด 75 ปลอกและกระสุนที่ยังไม่ได้ใช้ 327 นัดในที่เกิดเหตุ พบของเหลวไวไฟถูกเทลงบนผนังและพื้นของอาคารเรียนชั้นสอง ซึ่งบ่งชี้ว่ามือปืนพยายามวางเพลิงโรงเรียน และยังพบจดหมายลาตายของเขาด้วย
จากการตรวจสอบพบว่าอูวิเนนมีการเตรียมพร้อมก่อนลงมือ โดยได้ใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน ก่อนจะซื้ออาวุธปืนและกระสุนก่อนลงมือก่อเหตุเพียง 5 วัน
โดยก่อนก่อเหตุ อูวิเนนได้อัปโหลดไฟล์ภาพและเอกสารข้อความไปยังอินเทอร์เน็ต โดยข้อความที่ยาวที่สุดคือแถลงการณ์ของ Natural Selector ซึ่งอูวิเนนอธิบายความคิดและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจก่อเหตุกราดยิง ว่าต้องการให้การโจมตีของเขาถูกมองว่าไม่ใช่เพียงแค่การกราดยิงในโรงเรียน แต่เป็นการก่อการร้ายโดยตรง ขณะที่มีรายงานว่าเขามักถูกรังแกที่โรงเรียน
เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมในพาร์คแลนด์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส ไฮสคูล ในเมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา โดยมือปืนคือนิโคลัส ครูซ วัย 19 ปี อดีตนักเรียนที่ถูกไล่ออกในปี 2017
ครูซเปิดฉากยิงใส่นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน เป็นนักเรียน 14 คน และเจ้าหน้าที่โรงเรียน 3 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 17 คน ก่อนที่เขาจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุโดยการปะปนไปกับนักเรียน แต่ถูกจับกุมได้ในเมืองคอรัลสปริงส์ที่อยู่ใกล้เคียงโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ โดยเขายอมรับสารภาพผิดในทุกข้อกล่าวหาและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการพักการลงโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในโรงเรียนมัธยมในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยทางการท้องถิ่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งจากการที่ไม่ดำเนินการตามคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับครูซ แม้ว่าเขาจะมีประวัติการข่มขู่คุกคามมายาวนาน
ครูซ ถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด ก่อนที่พ่อบุญธรรมของเขาจะเสียชีวิตขณะที่เขาอายุ 5 ขวบ และแม่บุญธรรมของเขาเสียชีวิตขณะที่เขาอายุ 19 ปี ซึ่งเป็นเวลาสามเดือนก่อนเกิดเหตุกราดยิง
เขามีปัญหาด้านพฤติกรรมมาตั้งแต่ก่อนวัยเรียนและถูกย้ายโรงเรียนถึงหกครั้งในสามปี ก่อนจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสโตนแมนดักลาสแต่ถูกไล่ออกในปี 2017 ด้วยเหตุผลทางวินัย
อดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งกล่าวว่า ครูซมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์โกรธ และมักจะพูดเล่นเกี่ยวกับปืนและความรุนแรงจากปืน ซึ่งรวมถึงการขู่ว่าจะกราดยิงในสถานที่ต่างๆ โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุ หลายคนเชื่อว่าเป็นการแก้แค้นจากการถูกสังคมปฏิเสธ แต่ฝ่ายครูซอ้างความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และภาวะซึมเศร้า และพยายามก่อเหตุเพื่อทำลายวันวาเลนไทน์
เหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่โรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ ในเมืองทัมเบลอร์ ริดจ์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา โดยในช่วงบ่ายวันนั้น เจสซี ฟาน รูทเซลาร์ หญิงข้ามเพศ ได้ลงมือฆ่าแม่และน้องชายต่างแม่ของเธอที่บ้าน ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ พร้อมกับอาวุธปืนไรเฟิล และสังหารผู้คน 6 คน ในโรงเรียน และมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คน ก่อนที่จะฆ่าตัวตาย โดยฟาน รูทเซลาร์ เป็นอดีตนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้
เหตุการณ์นี้เป็นเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่สุดในแคนาดานับตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงที่รัฐโนวาสโกเชียในปี 2020 และเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่ร้ายแรงที่สุดในแคนาดานับตั้งแต่เหตุการณ์ที่โรงเรียนเอโคล โพลีเทคนิคในปี 1989
จากการตรวจสอบพบว่าฟาน รูทเซลาร์ ลาออกจากโรงเรียนประมาณสี่ปีก่อนเกิดเหตุ โดยทางการยังอยู่ระหว่าง
การสืบสวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ ซึ่งไม่มีข้อมูลใดบ่งชี้ว่าเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนหรือไม่ ขณะที่ข้อมูลในโลกออนไลน์ พบว่าเธอสนใจในอาวุธปืน และเคยโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดและการรักษาอาการซึมเศร้า


