×

รู้จัก Barefoot Buckets ระบบบริหารเงินฉบับ ‘คนขี้เกียจ’ แยก 3 ถังอัตโนมัติ ให้คุณเปย์ตัวเองได้แบบไม่รู้สึกผิด พร้อมมีเงินเก็บเพื่ออนาคต

21.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ Barefoot Buckets ระบบบริหารเงินแบบแบ่งถังอัตโนมัติ สำหรับคนขี้เกียจ

อยากมีเงินไปเที่ยว ไปชอปปิงของที่ชอบ แถมยังมีเงินเก็บเหลือๆ เพื่ออนาคต แต่แค่คิดว่าต้องมานั่งจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวัน หรือคำนวณตัวเลขยิบย่อยใน Excel ก็รู้สึก ‘ขี้เกียจ’ จนอยากล้มเลิกแล้วใช่ไหม

 

ถ้าเราคือคนหนึ่งที่อยากจัดการเงินให้มีประสิทธิภาพแต่เกลียดความยุ่งยาก ระบบ Barefoot Buckets คือทางออกที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตการเงินของเราให้เป็นเรื่องง่ายแบบ ‘Set and Forget’ หรือตั้งค่าครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ระบบทำงานแทนเราไปตลอด

 

ทำไมต้อง ‘Barefoot’ (เท้าเปล่า)?

 

ทำความเข้าใจชื่อนี้กันก่อน คำว่า Barefoot ไม่ได้เป็นแค่ชื่อเก๋ๆ แต่เป็นปรัชญาจากหนังสือ The Barefoot Investor โดย Scott Pape ที่เป็นชาวไร่ในออสเตรเลีย โดยเน้น 3 เรื่องหลัก

 

  • ความเรียบง่าย: เหมือนการเดินเท้าเปล่าที่ใครก็ทำได้ ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือความรู้ซับซ้อน
  • ความติดดิน: เน้นวิธีที่ใช้ได้จริงในชีวิตคนธรรมดา ไม่ต้องใส่สูทวิชาการจ๋า
  • อิสรภาพ: สื่อถึงการปลดเปลื้องภาระหนี้สินและความกังวล ให้เราเบาสบายเหมือนเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า

 

 

ทำไมคนขี้เกียจถึงต้องใช้ระบบ ‘ถังเงิน’

 

หัวใจสำคัญของ Barefoot Buckets คือการเลิกทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่น่าเบื่อ แล้วเปลี่ยนมาใช้ ‘ระบบอัตโนมัติ’ ผ่านการแยกบัญชีธนาคาร (ถังเงิน) ตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เรารู้ว่า ‘เงินส่วนนี้ใช้ได้เท่าไหร่’ โดยไม่ต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลขทุกครั้งที่ควักกระเป๋าจ่าย เป็นหลักการ ‘ใช้เท่าที่มี’ ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับคนขี้เกียจจด

 

Barefoot Buckets แบ่งเงินเป็น 3 ถัง

 

ระบบนี้จะแบ่งเงินของเราออกเป็น 3 ถังหลัก เพื่อแยกแยะหน้าที่ของเงินให้ชัดเจน

 

ถังที่ 1: Blow Bucket เงินสำหรับใช้จ่าย

 

ถังนี้คือถังที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน โดย Scott Pape แนะนำให้แบ่งย่อยออกมาเป็น 4 ส่วน (หรือ 4 บัญชี) เพื่อความชัดเจน

 

  • Daily Expenses (60%): ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำไฟ, ค่าเดินทาง, อาหาร และหนี้สินคงที่
  • Splurge (10%): เงินเปย์ตัวเอง จะซื้อกาแฟแพงๆ ดูหนัง หรือปาร์ตี้กับเพื่อน ใช้ส่วนนี้ได้เลยแบบไม่ต้องรู้สึกผิด
  • Smile (10%): เงินสำหรับเป้าหมายระยะยาวที่ทำให้เรายิ้มได้ เช่น เงินเก็บไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่
  • Fire Extinguisher (20%): ‘ถังดับเพลิง’ เอาไว้ฉีดใส่หนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้หมดไวๆ หรือถ้าไม่มีหนี้ ก็นำไปสมทบในเงินออมเพื่อซื้อทรัพย์สินใหญ่ๆ เช่น บ้าน หรือรถ

 

ถังที่ 2: Mojo Bucket เงินสำรองฉุกเฉิน

 

นี่คือเงิน ‘กันตาย’ ที่เราจะไม่แตะต้องเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ วัตถุประสงค์คือช่วยให้เรานอนหลับฝันดีโดยไม่ต้องกังวลว่า ถ้าตกงานหรือป่วยกะทันหันจะเอาเงินที่ไหนใช้

 

เป้าหมายแรก: ควรมีติดบัญชีไว้สักประมาณ 50,000 – 100,000 บาท และค่อยๆ สะสมให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน

 

ถังที่ 3: Grow Bucket เงินเพื่ออนาคตและการเกษียณ

 

ถังนี้คือเงินที่ทำงานให้เราในระยะยาว เช่น เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวม (SSF/RMF) หรือพอร์ตหุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เราแก่ตัวไปและอยากขี้เกียจของจริง เราจะมีเงินใช้แบบไม่ลำบาก

 

ทางลัดคนขี้เกียจ วิธีตั้งค่า Transfer อัตโนมัติ (Set & Forget)

 

ความลับที่ทำให้ระบบนี้เวิร์กสำหรับคนขี้เกียจที่สุดคือ การทำแบบอัตโนมัติ

 

  • เปิดบัญชีแยก: ใช้บัญชีธนาคารที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี แยกตามชื่อถัง (เช่น บัญชีใช้จ่าย, บัญชีเงินเก็บเที่ยว, บัญชีสำรอง)
  • ตั้งโอนล่วงหน้า: ตั้งค่าในแอปฯ ธนาคารให้โอนเงินตามเปอร์เซ็นต์ข้างต้นทันทีที่ ‘เงินเดือนออก’
  • เลิกเช็กยอดรวม: เมื่อเงินถูกกระจายไปตามถังแล้ว เราจะรู้ทันทีว่า ‘ถังเปย์ตัวเอง’ เหลือเท่าไหร่ ก็ใช้ได้แค่นั้น ช่วยตัดความกังวลว่าใช้เงินส่วนนี้แล้วจะกระทบเงินเก็บหรือเปล่า

 

ทดสอบระบบ Barefoot Buckets ในชีวิตจริง

 

ในทางปฏิบัติ เราจะเอาเงินเดือนที่ได้รับมาจัดสรรลงใน ถังที่ 1 (Blow) เป็นหลัก เพื่อให้ชีวิตรันไปได้โดยไม่สะดุด

 

สมมติเงินเดือน 30,000 บาท แบ่งได้ตามนี้เลย

 

ถังที่ 1: Blow Bucket (เงินสำหรับใช้ชีวิต – 30,000 บาท)

 

เราจะแยกย่อยถังนี้ออกเป็น 4 บัญชี (หรือ 4 กระเป๋าดิจิทัล) ตามสูตร 60/10/10/20:

 

  • Daily Expenses (60%): 18,000 บาท >> ค่ากิน, ค่าเช่าหอ, ค่าน้ำไฟ, เดินทาง
  • Splurge (10%): 3,000 บาท >> ปาร์ตี้, ชอปปิง, ขนม (ใช้ให้หมดห้ามเหลือ)
  • Smile (10%): 3,000 บาท >> ทริปเที่ยว, ซื้อ Gadget ใหม่ (ออมระยะสั้น)
  • Fire Extinguisher (20%): 6,000 บาท >> โปะหนี้ หรือถ้าไม่มีหนี้ ให้โอนไปถมใน ถังที่ 2 หรือ 3

 

ถังที่ 2: Mojo Bucket (เงินสำรองฉุกเฉิน)

 

  • ยอดเงิน: ควรมีติดบัญชีไว้ 50,000 บาท (หรือ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย)
  • วิธีเติม: ในช่วงแรก ให้ดึงเงินจาก Fire Extinguisher (6,000 บาท) มาใส่ในถังนี้ทุกเดือนจนกว่าจะครบตามเป้าหมาย พอครบแล้วค่อยหยุดเติม

 

ถังที่ 3: Grow Bucket (เงินลงทุนระยะยาว)

 

  • สัดส่วน: เน้นการหักล่วงหน้า เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือ ประกันสังคม
  • วิธีเติม: หากถัง Mojo (เงินสำรอง) เต็มแล้ว ให้เปลี่ยนเอาเงิน Fire Extinguisher (6,000 บาท) มาเติมในถังนี้แทน เพื่อซื้อกองทุนหรือหุ้นให้เงินทำงาน

 

The Date Night เคล็ดลับเช็กสุขภาพการเงิน

 

ถึงจะขี้เกียจแค่ไหน Scott Pape ก็แนะนำว่าเราควรมี ‘Date Night’ หรือคืนพิเศษเดือนละครั้ง (ใช้เวลาแค่ 15-30 นาที) นั่งดื่มเครื่องดื่มที่ชอบพร้อมกับเปิดแอปฯ ธนาคารดูว่า

 

  • เงินในแต่ละถังเป็นไปตามแผนไหม?
  • มีค่าสมัครสมาชิก (Subscription) อะไรที่ไม่ได้ใช้แต่ยังตัดเงินอยู่หรือเปล่า?
  • หนี้ลดลงไปแค่ไหนแล้ว?

 

การทำแบบนี้เดือนละครั้ง ไม่ใช่การทำบัญชีที่วุ่นวาย แต่เป็นการเช็กให้มั่นใจว่า ‘ระบบอัตโนมัติ’ ของเรายังทำงานได้ดีอยู่ เพื่อที่เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบชิลล์ๆ ได้ต่อ

 

แถมท้ายอีกนิด: Scott Pape เชื่อเสมอว่า แผนการเงินที่ดีไม่ควรหนาเหมือนวิทยานิพนธ์ เขาจึงท้าให้ทุกคนลองเขียนแผนการเงินทั้งหมดลงบน ‘กระดาษทิชชูเพียงแผ่นเดียว’ เพราะมันจะบังคับให้เราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไป จนเหลือแค่เป้าหมายที่หัวใจต้องการจริงๆ เช่น ล้างหนี้ให้หมด, ไปเที่ยวญี่ปุ่น, หรือเกษียณด้วยเงิน 10 ล้าน

 

ถ้าแผนของเรายาวจนเขียนลงทิชชูแผ่นเดียวไม่พอ แปลว่าเรากำลังทำให้ชีวิตยากเกินความจำเป็นแล้ว เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการมีเงินไม่ใช่การมานั่งเฝ้าตัวเลขให้ปวดหัว แต่คือการมีชีวิตที่ ‘เบาสบาย’ จนเรากล้าถอดรองเท้า แล้วออกไปก้าวเดินบนเส้นทางที่ชอบได้อย่างมั่นใจ

 

การบริหารเงินแบบ Barefoot Buckets ไม่ได้ขอให้เราเป็นอัจฉริยะทางการเงิน แต่ขอให้รักตัวเองมากพอที่จะสร้างระบบให้ตัวเองได้ขี้เกียจอย่างปลอดภัย เพื่อให้ในวันที่เราอยากหยุดพักหรือออกไปใช้ชีวิต ระบบที่ตั้งค่าไว้จะยังคงทำหน้าที่ดูแลอนาคตและความฝันของเราอย่างซื่อสัตย์เสมอ

 

ภาพ: Billion Photos / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising