ท่าทีของอิหร่านในการเดินหน้าเจรจาแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วยการยื่นข้อเสนอเป็นผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจในแหล่งน้ำมัน ก๊าซ และการลงทุนด้านเหมืองแร่ รวมถึงการซื้อเครื่องบิน เพื่อแลกกับการให้สหรัฐฯ และนานาชาติ ‘ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร’ สะท้อนถึงความพยายามครั้งสำคัญของอิหร่านในการคลี่คลาย ‘วิกฤตภายในประเทศ’ จากภาวะความไม่สงบและการประท้วง อันมีเชื้อไฟมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก และวิกฤตขาดแคลนพลังงานทั้งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบจากการคว่ำบาตรและการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลเตหะรานในช่วงที่ผ่านมา
ภาวะเงินเฟ้อของอิหร่านพุ่งสูงกว่า 40% ในช่วงปลายปี 2025 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพของชาวอิหร่าน ซึ่ง ‘มากกว่าครึ่ง’ อาจมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน
ขณะที่การคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดของนานาชาติ จำกัดการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีของอิหร่าน และส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก
นอกเหนือจากน้ำมัน ไพ่ในมือของอิหร่านที่จะช่วยประคองภาวะเศรษฐกิจของตนเอง และสามารถนำไปใช้เป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับสหรัฐฯ มีอะไรบ้าง และมีคุณค่ามากพอหรือไม่ ที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่
ภาพรวมเศรษฐกิจอิหร่าน
อิหร่านเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากมาตรการคว่ำบาตรที่นำกลับมาใช้ใหม่ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกน้ำมันและการเข้าถึงตลาดโลกของอิหร่านอย่างมาก
ที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจของอิหร่านพึ่งพาอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) อย่างการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเครมีเป็นหลัก โดยอุตสาหกรรมที่สำคัญรองลงมาคือการทำเหมืองแร่
นอกจากนี้ อิหร่านยังมีรายได้จากภาคเกษตรกรรมและภาคบริการโดยเอกชน
และยังมีอุตสาหกรรมภาคการผลิต ซึ่งอิหร่านมีฐานอุตสาหกรรมที่กว้างขวางและค่อนข้างหลากหลาย ครอบคลุมทั้งการผลิต ยานยนต์ สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ยา อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ไม้และเครื่องหนัง และวัสดุก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจของอิหร่านจะมีการกระจายตัวในระดับที่ค่อนข้างก้าวหน้าสำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันอย่างมาก แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐบาลยังคงขึ้นอยู่กับรายได้จากน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลกและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
น้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติ
อิหร่านมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก โดยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และสมาชิกชั้นนำของเวทีประเทศผู้ส่งออกก๊าซ (GECF) โดยถือครองก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กว่า 1,200 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยเป็นรองเพียงรัสเซีย และมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองกว่า 2 แสนล้านบาร์เรล มากเป็นอันดับ 3 รองจากเวเนซุเอลา และซาอุดีอาระเบีย
รายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 25% ของมูลค่า GDP หรือราว 80% ของรายได้จากการส่งออกที่รัฐบาลอิหร่านได้รับ ซึ่งกว่า 90% เป็นการส่งออกไปยังจีน สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ต่อข้อจำกัดที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตร แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนมากจนเกินไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองมหาศาล แต่กำลังการผลิตน้ำมันและผลผลิตจริงของอิหร่าน ได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
ในปี 2023 ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมและของเหลวอื่นๆ ของอิหร่านเฉลี่ยอยู่ที่ 4.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยน้ำมันดิบคิดเป็นเกือบ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ขณะที่มีการประมาณการว่า กำลังการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านอาจสูงถึง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใน 6 เดือนหากมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นประเทศที่มีแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซมากมาย ช่วงไม่กี่ปีมานี้อิหร่านยังประสบกับวิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งการคว่ำบาตรจากนานาชาติที่ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศนั้นล้าสมัยและชำรุดทรุดโทรม และการครอบงำอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาลของ IRGC ในการขุดคริปโตเคอร์เรนซี
ในเดือนพฤศจิกายน 2024 วิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วอิหร่าน ส่งผลให้มีไฟฟ้าดับบ่อยครั้งและเกิดการหยุดชะงักของอุปทานก๊าซธรรมชาติ
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศเป็นเวลา 3 ถึง 4 ชั่วโมงทุกส่งผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลขึ้นทั่วประเทศ
สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในภาคพลังงานได้นำไปสู่สถานการณ์ที่อุตสาหกรรมของอิหร่านครึ่งหนึ่งต้องหยุดชะงักเนื่องจากการไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ ส่งผลให้บริษัทและนักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลออกไป และสร้างปัญหาคอขวดอย่างรุนแรงต่อกำลังการผลิต
ปิโตรเคมี
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจอิหร่านและเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิหร่านพยายามบรรเทาผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันดิบ ด้วยการแปรรูปไฮโดรคาร์บอนภายในประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่มีมูลค่าสูงขึ้นเพื่อการส่งออก
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สำคัญที่ผลิตในอิหร่าน ได้แก่ ปุ๋ย เช่น ยูเรียและฟอสเฟต โซดาไฟ และโพลิเมอร์ต่างๆ รวมถึงสารเคมี เช่น แอมโมเนีย กำมะถัน ก๊าซเหลว น้ำมันเบา จาระบี น้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่อง กรดไนตริก และยางมะตอย
ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายนี้ตอบสนองการใช้งานทางอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั่วโลก โดยผลิตภัณฑ์อย่าง โพลิเมอร์เอทิลีนและสารประกอบอะไซคลิกแอลกอฮอล์ เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งอิหร่านมีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ
เหมืองแร่
อิหร่านติดอันดับ 1 ใน 15 ประเทศที่ร่ำรวยแร่ธาตุมากที่สุดในโลก โดยหลายแหล่งข้อมูลบ่งชี้ว่า อิหร่านมีปริมาณแร่ธาตุที่พิสูจน์แล้วคิดเป็นกว่า 7% ของโลก ซึ่งรายงานจากหอการค้า อุตสาหกรรม เหมืองแร่ และเกษตรกรรมแห่งเตหะรานยืนยันในเรื่องนี้ และประเมินมูลค่าฐานทรัพยากรมหาศาลดังกล่าวของประเทศไว้ที่ประมาณ 27.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านกว่า 7.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี โดยรายงานยังชี้ว่า อิหร่านมีปริมาณแร่ยิปซัมและแบไรต์สำรองมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก มีแร่สังกะสีสำรองมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และมีแร่ทองแดงสำรองมากเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ขณะที่แร่เหล็กสำรองมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ของอิหร่าน พบแร่ธาตุถึง 68 ชนิด โดยมีเหมืองแร่ที่ยังดำเนินงานอยู่ประมาณ 6,000 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 15,000 แห่ง และมีปริมาณแร่สำรองที่พิสูจน์แล้ว 5.7 หมื่นล้านตัน
ขณะที่อิหร่านเริ่มต้นการผลิตแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งเป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยการผลิตแท่งโลหะผสม (mischmetal) แท่งแรกที่ประกอบด้วยแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) 4 ชนิด ได้แก่ ซีเรียม (Cerium) แลนทานัม (Lanthanum) นีโอไดเมียม (Neodymium) และอิตเทรียม (Yttrium)ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับหน่วยธาตุหายากที่ศูนย์วิจัยการแปรรูปแร่ของอิหร่าน
โดยในปี 2020 องค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่านได้ประกาศกลยุทธ์ในการแปรรูปแร่ธาตุหายาก พร้อมกับยูเรเนียมไปพร้อมกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยการเปิดตัวการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะในปี 2023
ขณะที่อิหร่านกำหนดเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดภายในประเทศ ซึ่งในปีเดียวกัน ศูนย์เหมืองแร่แห่งชาติของอิหร่านยังได้ประกาศความสามารถในการแยกแร่ธาตุสำคัญ 7 ชนิดที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูงด้วย
คาเนอร์ แคน (Caner Can) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและแร่ธาตุสำคัญ จากมหาวิทยาลัยโกรนิงเกน (University of Groningen) เนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า
การมุ่งเน้นด้านเหมืองแร่ของอิหร่านเปลี่ยนไปอย่างมากในปี 2023 หลังจากการค้นพบแหล่งสำรองลิเธียม 8.5 ล้านตัน ทำให้อิหร่านกลายเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
อิหร่านยังขยายความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากอย่างต่อเนื่อง โดย ในเดือนมกราคม 2025 ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับรัสเซีย และได้เริ่มเจรจาความร่วมมือพัฒนาแหล่งแร่หายากกับโบลิเวียในเดือนมีนาคม 2025 โดยเสนอที่จะให้เงินทุนสนับสนุนโครงการและจัดหาเทคโนโลยีการทำแผนที่ทางธรณีวิทยาเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาชาติตะวันตก
ความร่วมมือนี้มุ่งเป้าไปที่แร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ เช่น นีโอไดเมียมและแลนทานัม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมจากทรัพยากรของโบลิเวีย ในขณะเดียวกันก็รักษาการเข้าถึงวัตถุดิบที่สำคัญของอิหร่านให้พ้นจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
สหรัฐฯ มองว่าการขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของเตหะรานในละตินอเมริกาผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันนั้น เป็นก้าวสำคัญไปสู่แกนอำนาจใหม่ในการครอบงำทรัพยากร
แกนอำนาจนี้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อตัวขึ้นภายในกรอบของกลุ่ม BRICS และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทระดับภูมิภาค ไม่รวมสหรัฐฯ กำลังปรากฏให้เห็นผ่านขอบเขตของทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ
โดยแคนมองว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านเมื่อเร็วๆ นี้ คือความเป็นจริงทางภูมิเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในกระบวนทัศน์ความมั่นคงด้านพลังงานระดับโลกและบูรณาการมิติการป้องกันประเทศเข้าสู่สมการนี้
ขณะที่เตหะรานตระหนักว่าลิเธียม โคบอลต์ ทองแดง กราไฟต์ นิกเกล และแร่หายาก เป็นรากฐานของเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากโครงสร้างพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน ความต้องการทองแดง (สำหรับการผลิตไฟฟ้า) และลิเธียม (สำหรับการจัดเก็บพลังงาน) จะเพิ่มสูงขึ้น
ท่ามกลางการพัฒนาในภาคส่วนเหล่านี้ อิหร่านมุ่งหวังที่จะบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในทวีปยูเรเซียให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ซึ่งแม้จะถูกตัดขาดจากโลกตะวันตก อิหร่านก็พยายามที่จะรักษาและเสริมสร้างบทบาททางประวัติศาสตร์ของตนกับผู้เล่นหลักอย่างจีนและรัสเซีย ผ่านการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบสำคัญอย่างลิเธียม
การคว่ำบาตรทางการเงินต่ออิหร่านซึ่งขัดขวางการเข้าถึงเงินทุนจากทั่วโลก ยังทำให้อิหร่านต้องหันไปหาจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจีนจะเป็นผู้ซื้อแร่ธาตุสำคัญรายใหญ่ของอิหร่าน แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้ถือครองเทคโนโลยีการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทอย่างมาก
โดยการที่จีนควบคุมการแปรรูปทั่วโลกแร่ธาตุสำคัญถึง 90% ทำให้อิหร่านต้องเผชิญกับภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ คือการที่สามารถสกัดแร่ได้ แต่ต้องใช้เทคโนโลยีของจีนในการสกัดในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากปักกิ่ง แทนที่มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก และทำให้เป้าหมายการพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริงของอิหร่านมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ ซึ่งการทำเหมืองต้องใช้พลังงานสูง แต่อิหร่านกลับเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและก๊าซอย่างหนัก โดยในช่วงปี 2021 และ 2022 อุตสาหกรรมการผลิตอะลูมิเนียมของอิหร่านประสบปัญหาอย่างมากเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงาน
อ้างอิง :
- https://hagueresearch.org/rare-earth-elements-and-iran-a-new-geopolitical-front/
- https://madeinirani.com/blog/iranian-brands-and-products/iranian-products-in-the-global-market-an-industry-analysis/
- https://www.cfr.org/articles/iran-regime-attempts-creative-negotiating-stance
- https://www.reuters.com/world/middle-east/iran-open-nuclear-deal-compromises-if-us-discusses-lifting-sanctions-minister-2026-02-15/


