ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยังไม่ยุติ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ กรุงพนมเปญได้เกิดภาพผู้นำสูงสุดของเวียดนาม กัมพูชาและ สปป.ลาว ยืนคล้องแขนกันอย่างชื่นมื่นในระหว่างการประชุมผู้นำพรรครัฐบาลของสามประเทศ (CLV Party Leaders)
โดยมีกัมพูชาเป็นโต้โผจัดการประชุมครั้งนี้ และสมเด็จฮุนเซนเล่นบทพระเอก ผู้มากบารมีในฐานะเจ้าบ้านและเป็นประธาน ‘พรรคประชาชนกัมพูชา’ โดยเชิญผู้นำสูงสุดของเวียดนาม คือ โตเลิม เลขาธิการใหญ่ ‘พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม’ และผู้นำสูงสุดของสปป.ลาว คือ ทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่ ‘พรรคประชาชนปฏิวัติลาว’ เข้าร่วมประชุมหารือ และผลักดันโครงการร่วมมือกันหลายด้าน รวมทั้งด้านความมั่นคง
การจัดการประชุมระดับผู้นำ CLV ที่กรุงพนมเปญครั้งนี้ จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ความพยายามในการดึงเวียดนามมาเป็นพรรคพวก ณ โมงยามนี้ กัมพูชาต้องการส่งสัญญาณอะไร บทความนี้จะวิเคราะห์ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ เพื่ออ่านเกมของทั้งกัมพูชาและเวียดนามที่มีต่อไทย และเพื่อตอบคำถามที่มีบางคนกังวลว่า ‘เวียดนามจะช่วยกัมพูชารบกับไทยหรือไม่’
ประเด็นแรก อ่านเกมกัมพูชาต้องการอะไร
การประชุมสุดยอดผู้นำสามประเทศในครั้งนี้ จัดขึ้นในช่วงที่ยังคงมีปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา แน่นอนว่าผู้นำกัมพูชาย่อมต้องการอวดว่ากัมพูชา ‘ไม่ได้โดดเดี่ยว’ และมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการกระชับความสัมพันธ์ สร้างพันธมิตรในภูมิภาคอินโดจีนที่แน่นแฟ้น นัยก็คือ กัมพูชาต้องการโชว์ภาพลักษณ์ในฐานะ ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ในภูมิภาค
นอกจากนี้ กัมพูชาจงใจเดินเกมขยับใกล้ชิดกับเวียดนาม ประเทศที่มีสถานะ Regional Power ในภูมิภาค ซึ่งเป็น ‘ดาวรุ่ง’ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่พุ่งทะยาน และด้านความมั่นคง-การทหาร รวมทั้งกัมพูชาต้องการใช้ประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์แบบพิเศษกับเวียดนามในระดับพรรค ฮุนเซนจึงเดินเกมการทูตแบบ Party to Party Diplomacy พยายามดึงเวียดนามมาเป็น ‘หลังพิง’ ภายใต้ภาพลักษณ์การทูตที่แน่นแฟ้นกับเวียดนาม
ในเชิงเปรียบเทียบ พ่อลูกตระกูลฮุนมี ‘ท่าทีแข็งกร้าว’ กับรัฐบาลไทย แสดงออกถึงการไม่ยอมแพ้และรักษาศักดิ์ศรี พยายามใช้ความกล้าปะทะกับกองทัพไทย เพื่อสร้างกระแสนิยม หวังผลทางการเมืองภายในกัมพูชา ในทางกลับกัน ผู้นำกัมพูชามี ‘ท่าทีอ่อนน้อม’ กับผู้นำเวียดนาม สะท้อนความแตกต่างของน้ำหนักอำนาจ และหนี้บุญคุณทางประวัติศาสตร์ที่เวียดนามมีต่อผู้นำกัมพูชา
โดยสรุป การเดินเกมของกัมพูชาในครั้งนี้ ก็เพื่อแสวงหาหลักประกัน หวังใช้เวียดนามเป็นหลังพิง และเพื่ออวดภาพลักษณ์ความเป็น ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค
ประเด็นต่อมา อ่านเกมเวียดนามต้องการอะไร
ในการประชุม CLV ครั้งนี้ โตเลิมผู้นำสูงสุดของเวียดนามเข้าร่วมในฐานะ Co-Chair คือ ร่วมเป็นผู้นำประชุมและมีบทบาทกำหนดทิศทางความร่วมมือ นัยก็คือ ผู้นำเวียดนามไม่ได้เป็นแค่ ‘ผู้เข้าร่วม’ แต่มีบทบาทกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว ทั้งในระดับพรรคและระดับรัฐ ทั้งการชี้ทิศทางและวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสามประเทศ เวียดนามเน้นการใช้ช่องทางพรรค Party to Party ให้เกิดความต่อเนื่องและสร้างความไว้วางใจทางการเมือง เพื่อรักษาดุลอำนาจในภูมิภาค ลดการพึ่งพาอิทธิพลภายนอก
จากประวัติศาสตร์และความเชื่อมโยงทางการเมือง-การทหาร ทำให้เวียดนามมองกัมพูชาและสปป.ลาวในฐานะ ‘รัฐกันชน’ ทางยุทธศาสตร์มากกว่าการเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ การแสดงความเป็นผู้นำ (Leadership) ของเวียดนาม สะท้อนถึงความพยายามที่จะรักษาอิทธิพลในภูมิภาคอินโดจีน และใช้กลไก CLV เป็นเครื่องมือในการขีดเส้นเขตอิทธิพล สร้างความปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์รอบประเทศตัวเอง เพื่อถ่วงดุลและลดการพึ่งพาอำนาจใหญ่จากภายนอกที่มากเกินไป (โดยเฉพาะจีน) รวมทั้งการเร่งสร้างความเชื่อมโยงทางภูมิภาคระหว่างกัน เช่น การผลักดันโครงการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมสปป.ลาว-เวียดนามตอนกลาง เพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือหวุงอ๋าง (Vung Ang) ของเวียดนาม เป็นต้น
สิ่งที่เวียดนามจับตาและเฝ้าระวังคือ การที่จีนเข้ามาขยายอิทธิพลทางการทหารและโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา เวียดนามจึงพยายามที่จะดึงไม่ให้กัมพูชาหลุดจากวงอิทธิพลอินโดจีนแบบดั้งเดิม เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เวียดนามจะถูกกดดัน ทั้งจากฝั่งทะเลจีนใต้และฝั่งตะวันตกไปพร้อมกัน ดังนั้น ในมุมเวียดนาม หากสามารถรักษาความสัมพันธ์กับสองประเทศนี้ให้แน่นแฟ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านั้น
ประเด็นสุดท้าย ความกังวลว่า เวียดนามจะช่วยกัมพูชารบกับไทยหรือไม่
ผู้นำเวียดนามตระหนักดีว่า กัมพูชาพยายามขยับเข้าใกล้เวียดนามมากขึ้น และการประชุม CLV ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา จากบทบาทเวียดนามในฐานะ Co-Chair ของการประชุม มีข้อสังเกตว่า แถลงการณ์ร่วมและเอกสารผลการประชุม CLV อย่างเป็นทางการ ก็ไม่มีการกล่าวถึงประเทศไทย หรือข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา สะท้อนว่าเวียดนามพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า
ที่ผ่านมาเวียดนามก็ไม่เคยกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แนวทางการทูตแบบ ‘Bamboo Diplomacy’ ของเวียดนาม จะไม่ผูกมัดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ดังนั้นเวียดนามย่อมจะไม่ ‘เลือกข้าง’ แต่จะเน้นรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย และจะไม่ทำให้ไทยรู้สึกว่าถูกกีดกันออกไป ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ไม่ปล่อยให้กัมพูชาหลุดมือ เพราะจะสุ่มเสี่ยงให้จีนเข้ามาแบบเต็มตัว การรักษากัมพูชาไว้ในกลไก CLV จะทำให้เวียดนามสามารถคุมเกมได้มากกว่า ดังนั้นเวียดนามรู้เท่าทันว่า ‘อีกฝ่ายเล่นเกม แต่ยังต้องร่วมมือกัน’
ที่สำคัญ ไทย ‘ไม่ได้เป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง’ กับเวียดนาม จึงไม่ต้องกังวลว่า เวียดนามจะช่วยกัมพูชามารบกับไทย และผู้นำเวียดนามยึดมั่นในนโยบาย ‘4 ไม่’ (Four No’s Defense Policy) ซึ่งเป็นหลักการสูงสุดในด้านความมั่นคงของเวียดนาม กล่าวคือ (1) เวียดนามไม่เข้าร่วมพันธมิตรทางทหารกับใคร (2) เวียดนามไม่เข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อต่อต้านอีกประเทศ (3) เวียดนามไม่ให้ต่างชาติมาตั้งฐานทัพหรือใช้ดินแดนเวียดนาม เพื่อต่อต้านประเทศอื่น และ (4) เวียดนามจะไม่ข่มขู่ ไม่ใช้กำลังทหารในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น จึง ‘เป็นไปไม่ได้’ ที่เวียดนามจะช่วยกัมพูชารบกับไทย
นอกจากนี้ ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามอยู่ใน ‘ระดับที่ดีมาก’ และเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน
ทั้งนี้ ในมุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนาม-กัมพูชา ภายใต้บริบทที่ไทยยังคงปิดด่านหรือชะลอการค้ากับกัมพูชา จึงมีความเป็นไปได้มากที่เวียดนามจะใช้จังหวะนี้ในการเข้าไปมีบทบาททางเศรษฐกิจกับกัมพูชามากขึ้น ทั้งด้านการค้าขาย การเชื่อมพรมแดน และด้านคมนาคมโลจิสติกส์ เช่น กัมพูชาอาจจะใช้ท่าเรือน้ำลึกในฝั่งเวียดนามมากขึ้น ดังนั้นมีแนวโน้มที่กัมพูชาจะหันไปพึ่งพาเวียดนามทางเศรษฐกิจมากขึ้น (เพื่อแทนที่ประเทศไทย) ในแง่นี้ ก็จะสร้างความน่ากังวลและความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เคยได้รับจากกัมพูชา
หมายเหตุ: ผลการประชุมสุดยอดผู้นำ CLV ครั้งนี้ ผู้นำเวียดนามและผู้นำกัมพูชาตั้งเป้าหมายที่จะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ทะลุหลัก 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะนี้ เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของกัมพูชา
ภาพ: Samdech Hun Sen of Cambodia / Facebook


