×

มนตร์ดำสะกดงบดุล Snow White เวอร์ชันคนแสดงทำ Disney เจ็บหนัก ‘ขาดทุน’ กว่า 5 พันล้านบาท

15.02.2026
  • LOADING...
ภาพโปสเตอร์หรือตัวอย่างภาพยนตร์ Snow White ฉบับคนแสดงของ Disney ที่เผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก

รายงานจาก Forbes และ Fox Business เปิดเผยเบื้องหลังตัวเลขทางการเงินของภาพยนตร์เรื่อง Snow White ฉบับรีเมคปี 2025 ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ ‘เจ้าปัญหา’ ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Disney หลังจากมีการเปิดเผยเอกสารงบการเงินที่ระบุว่าโปรเจกต์นี้ใช้เงินทุนสร้างมหาศาลเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ไปไกล

 

โดยปกติแล้ว ต้นทุนการสร้างภาพยนตร์ที่ผลิตในสหรัฐฯ มักถูกเก็บเป็น ‘ความลับ’ ที่สตูดิโอจะไม่ยอมเปิดเผยแยกเป็นรายเรื่อง ทว่าเนื่องจาก Snow White เลือกไปถ่ายทำในสหราชอาณาจักรเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี Disney จึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นด้วยการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเฉพาะกิจในชื่อ Hidden Heart Productions เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการผลิตทั้งหมด

 

เอกสารระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้งบสร้างสูงถึง 336.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าทุนสร้างของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Rogue One (Rogue One A Star Wars Story) หรือภาพยนตร์ Marvel อย่าง Guardians of the Galaxy สาเหตุหลักที่ทำให้งบประมาณบานปลายเป็นผลมาจากอุบัติเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกองถ่ายใน พินวูด สตูดิโออีกทั้งยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการถ่ายทำใหม่ในหลายส่วนที่เกิดขึ้นในภายหลัง

 

แม้รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะช่วยคืนเงินภาษีให้ Disney เป็นจำนวน 64.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.02 พันล้านบาท) จนทำให้ค่าใช้จ่ายสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 271.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.44 พันล้านบาท) แต่ตัวเลขนี้ก็ยังสูงเกินกว่าที่รายได้จากโรงภาพยนตร์จะกอบกู้สถานการณ์ได้ โดย Snow White ทำรายได้รวมทั่วโลกได้เพียง 205.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.39 พันล้านบาท)

 

รายได้ดังกล่าวรั้งตำแหน่งภาพยนตร์ฉบับคนแสดงที่ทำเงินต่ำที่สุดเป็นอันดับ 5 ของ Disney ซึ่งหากพิจารณาบริบทเชิงลึกจะพบว่าสถานการณ์ย่ำแย่กว่าที่เห็น เพราะภาพยนตร์ที่อยู่อันดับต่ำกว่าล้วนมีเหตุผลเฉพาะ เช่น Mulan ที่ออกฉายในช่วงวิกฤตโรคระบาด หรือ 102 Dalmatians และ Christopher Robin ที่หากปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้วจะพบว่าทำเงินได้มากกว่า Snow White เสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อพิจารณาตามกลไกธุรกิจที่โรงภาพยนตร์จะเก็บส่วนแบ่งรายได้ไว้ประมาณ 50% ตามการวิเคราะห์ของ สตีเฟน ฟอลโลวส์ (Stephen Follows) จะพบว่า Disney ได้รับเงินกลับมาจริงเพียง 102.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.20 พันล้านบาท) ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ขาดทุนเฉพาะในส่วนของโรงภาพยนตร์ไปถึง 168.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.24 พันล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมรายได้จากยอดขายแผ่นหรือสินค้าที่ระลึก และยังไม่หักค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สตูดิโอไม่ได้ระบุไว้ในงบการเงินนี้

 

นอกเหนือจากตัวเลขงบประมาณ Snow White ยังเผชิญดราม่ารอบด้าน ปีเตอร์ ดิงเคลจ (Peter Dinklage) ได้วิจารณ์ถึงความย้อนแย้งของ Disney ที่พยายามนำเสนอความก้าวหน้าผ่านการคัดเลือกนักแสดงนำอย่าง เรเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) แต่กลับยังเลือกที่จะนำเรื่องราวที่เขามองว่า ‘ล้าหลังอย่างยิ่ง’ เกี่ยวกับคนแคระที่อาศัยอยู่ในถ้ำมาปัดฝุ่นทำใหม่

 

นอกจากนี้ เซกเลอร์ ยังวิจารณ์ภาพยนตร์ต้นฉบับปี 1937 ว่าล้าสมัยในแง่แนวคิดเรื่องบทบาทอำนาจของหญิง และเปรียบพฤติกรรมของเจ้าชายว่าเหมือน ‘พวกสะกดรอยตาม’ (Stalker) จนทำให้ เดวิด แฮนด์ (David Hand) ลูกชายของผู้สร้างภาพยนตร์ต้นฉบับออกมาบอกว่าบรรพบุรุษคงไม่สงบใต้หลุมศพ เพราะต้นฉบับถูกสร้างขึ้นมาด้วยรสนิยมที่ดี

 

อีกทั้งตัวอย่างภาพยนตร์ที่มีเหล่าคนแคระจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟิกยังถูกวิจารณ์ว่าดู ‘น่าขนลุก’ (Creepy) จนยอดกดไม่ชอบใน YouTube พุ่งสูงกว่า 1 ล้านครั้ง

 

มรสุมดราม่ายังลุกลามไปยังโซเชียลมีเดีย เมื่อ เซกเลอร์ โพสต์ข้อความขอบคุณแฟนๆ ที่เข้าชมตัวอย่างภาพยนตร์ แต่กลับสอดแทรกประเด็นการเมืองทิ้งท้ายว่า ‘อย่าลืม ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ’ (always remember, free palestine) เหตุการณ์นี้ทำให้ มาร์ค แพลตต์ (Marc Platt) ผู้อำนวยการสร้าง ถึงขั้นต้องบินไปนิวยอร์กเพื่อขอให้เธอลบโพสต์ดังกล่าว แต่เธอปฏิเสธและโพสต์นั้นยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

ต่อมาหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เซกเลอร์ ได้โพสต์ข้อความถึงกลุ่มผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผ่านโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำคำรุนแรงว่า “ขอให้ผู้สนับสนุนทรัมป์ ผู้ที่ลงคะแนนให้ทรัมป์ และตัวทรัมป์เองอย่าได้พบกับความสงบสุขเลย” (May Trump supporters and Trump voters and Trump himself never know peace) ซึ่งในครั้งนี้แพลตต์พยายามเข้าห้ามปรามให้เธอหยุดเพื่อผลประโยชน์ของโปรเจกต์ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

 

ความล้มเหลวนี้สะท้อนผ่านงบการเงินไตรมาสแรกปี 2026 ของ Disney ที่รายได้ส่วนความบันเทิงลดลงถึง 35% เหลือเพียง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.42 หมื่นล้านบาท)

 

แต่ถึงอย่างนั้น Disney ก็ยังไม่ลดงบสร้างภาพยนตร์ลง โดยได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จของ Lilo & Stitch ที่ทำรายได้สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.11 หมื่นล้านบาท) ซึ่งช่วยชดเชยการขาดทุนจาก Snow White ได้มากพอสมควร และพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางรีเมคการ์ตูนคลาสสิกยังคงเป็นสูตรสำเร็จของสตูดิโอได้อยู่

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพ : AaronP/Bauer-Griffin/GC Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising