การเลือกตั้งใหญ่เพื่อชี้ชะตาอนาคตการเมืองไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แผ่นดินไทยในส่วนด้ามขวานทอง 14 จังหวัด จำนวน 60 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุดของประเทศ เมื่อทุกพรรคการเมืองต่างเร่งช่วงชิงฐานเสียง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่อาจประเมินผลล่วงหน้าได้
หากในอดีตภาคใต้ถูกมองว่าเป็นฐานเสียงผูกขาดของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ความเชื่อว่า ‘คนใต้ไม่ทิ้งประชาธิปัตย์’ หรือแม้แต่วลี ‘สมบัติของพ่อเฒ่า’ แต่วันนี้ภูมิทัศน์ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่ของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสนามแข่งขันเปิด ถูกเขย่าจากหลายทิศทาง
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยผ่านมาหลากหลายเหตุการณ์สำคัญ ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ การรัฐประหารซ้ำซาก ความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนน ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนใต้เลือกผู้แทนของเขาจากการลงมือทำจริง ผู้แทนที่สามารถพิสูจน์ผลงาน จับต้องได้ แก้ปัญหาให้พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และเลือกที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรคที่สังกัด
หากพิจารณาและไล่เรียง ‘ศึกด้ามขวานทอง’ ทั้ง 14 จังหวัดที่กำลังจะมีการลงคะแนนเสียง จะเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองในภาคใต้ครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่ที่พรรคใดพรรคหนึ่ง หากแต่แบ่งออกเป็น 2 สมรภูมิหลัก และเป็นพื้นที่แข่งขันของ 4 พรรคการเมืองอย่างชัดเจน
สมรภูมิ สส.เขตวัดเครือข่าย
สมรภูมิแรก คือ การชิงชัยในระบบ สส.เขต จะเป็นการแข่งขันระหว่าง พรรคสีน้ำเงิน ‘ภูมิใจไทย’ กับพรรคสีเขียวขจี ‘กล้าธรรม’ โดยทั้งสองพรรคต่างส่งผู้สมัครที่เน้นฐานพื้นที่ การทำงานเชิงรูปธรรม และการเข้าถึงประชาชนในระดับเขตเป็นหลัก
พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ มี ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพภาคใต้ ดูแลและควบคุมการทำงานทั้ง 14 จังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ โดยสามารถดึงอดีต สส. ฝั่งอนุรักษนิยมจากหลายพรรคการเมืองเดิม ทั้งประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ เข้ามาร่วมพรรคได้ถึง 31 คน

อนุทิน ชาญวีรกูล และพิพัฒน์ รัชกิจประการแกนนำพรรคภูมิใจไทย
จากโครงสร้างดังกล่าวทำให้พรรคภูมิใจไทยมีฐานผู้สมัครที่คุ้นเคยพื้นที่ มีเครือข่ายการเมืองเดิม และมีศักยภาพในการรักษาเก้าอี้ สส.เขต และพรรคภูมิใจไทยมีการประเมิน และคาดหวังว่า จะได้เก้าอี้ สส.ในภาคใต้ที่ระดับ บวกลบ 30 ที่นั่ง
จังหวัดที่ภูมิใจไทยประเมินว่ามีโอกาส ‘ชนะยกจังหวัด’ ได้แก่ ชุมพร หลังได้ตระกูลชุมพลเข้ามาร่วมทัพ, สตูล ที่ประสานกำลังระหว่างตระกูลเลียงประสิทธิ์ และตระกูลรัชกิจประการ รวมถึงกลุ่มจังหวัดอันดามัน กระบี่ พังงา ตรัง และพัทลุง
ขณะที่บางจังหวัดแม้จะไม่ถึงขั้นชนะยกจังหวัด แต่ยังถือเป็นสนามหัวเมืองใหญ่ที่ลุ้นสนุกและมีโอกาสคว้าได้ 3-6 เขต ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งผลการแข่งขันขึ้นอยู่กับ ‘ตัวบุคคล’ และความแข็งแรงของเครือข่ายท้องถิ่นในแต่ละเขตเป็นสำคัญ
หนึ่งในสนามที่ถูกจับตาที่สุดคือ เขต 2 เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันดุเดือด ระหว่างผู้สมัครสายแข็งจาก 3 พรรคการเมือง โดยเดิมมี ศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา แชมป์เก่า 2 สมัย ซึ่งย้ายมาลงสนามในสังกัดพรรคภูมิใจไทยเพื่อรักษาเก้าอี้เดิม

จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง จูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรค และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ลงแข่งขัน โดยเคยลงสมัครในเขตนี้มาแล้วเมื่อปี 2556 ในนามพรรคชาติพัฒนากล้า และได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ขณะที่พรรคประชาชน ส่ง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย และประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งฐานคะแนนเดิมของพรรคก้าวไกลในพื้นที่เดียวกันอยู่ที่ 20,385 คะแนน

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัครพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม จากการปราศรัยโค้งสุดท้ายของ นพ.สุภัทร โจมตีจูรี “จะเอาคนระโนดมาเป็ สส. เราเหรอ เราเอาคนหาดใหญ่เท่านั้น คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ชาวบ้านในพื้นที่มองว่าแบ่งแยกประชาชนระหว่าง ‘ระโนด-หาดใหญ่’ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนในพื้นที่ และนับว่าเป็นการเดินเกมที่พลาด ส่งผลให้ จูรี ได้คะแนนสงสาร และกระแสนิยมพุ่งขึ้นมา ขณะที่คะแนนนิยมของ นพ.สุภัทร กลับปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วย 13 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ ปัตตานี 5 เขต ยะลา 3 เขต และนราธิวาส 5 เขต ยังคงเป็นสนามการเมืองที่มีความเฉพาะตัวสูง ทั้งในมิติอัตลักษณ์ ความเชื่อมั่นทางการเมือง และเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นฐานเสียงสำคัญของ พรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
แต่การเลือกตั้งรอบนี้ สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อกระแสการเมืองระดับชาติและการเคลื่อนตัวของขั้วอำนาจใหญ่เริ่มกดดันฐานเดิมของพรรคประชาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การแข่งขันในพื้นที่มีความเข้มข้นมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
จากการประเมินเชิงการเมือง พรรคประชาชาติอาจสามารถรักษาที่นั่ง สส. ได้เพียง ประมาณ 3-5 เขต จากทั้งหมด 13 เขต โดยเฉพาะการรุกคืบของภูมิใจไทยและกล้าธรรม 2 พรรคคู่แข่งที่เสริมความแข็งแกร่งทั้งในเชิงโครงสร้างและทุนการเมือง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ อามินทร์ มะยูโซ๊ะ แกนนำกล้าธรรม นราธิวาส
ในฝั่งพรรคกล้าธรรม ได้ส่งผู้สมัครที่มีฐานพื้นที่และเครือข่ายเข้มแข็งลงสนาม อาทิ 2 พี่น้องตระกูลมะยูโซ๊ะ, เพชรดาว โต๊ะมีนา และยูนัยดี วาบา อดีต สส. ที่มีแรงหนุนจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเติมน้ำหนักทางการเมืองในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ก็เดินเกมขยายฐานในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างจริงจังไม่แพ้กัน ด้วยการดึงนักการเมืองท้องถิ่นที่มีเครือข่ายแข็งแรงเข้าร่วมพรรค ไม่ว่าจะเป็น วัชระ ยาวอหะซัน บุตรชายนายกฯ กูเซ็ง ยาวอหะซัน, สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส อดีต สส.ของพรรคประชาชาติ รวมถึงคอซีย์ มามุ อดีต สส. ที่มีสันติ ปิยะทัต เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนุนหลังอยู่ด้วย
ส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ ‘ยกจังหวัด’ ของพรรคสีส้มในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ถูกประเมินว่า อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้แม้แต่เขตเดียว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสมการการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดวางตัวผู้สมัครที่ไม่ทับซ้อนหรือตัดคะแนนกันเองของขั้วอนุรักษนิยม ที่จะส่งผลให้คะแนนเสียงไม่แตกกระจายเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน
สมรภูมิปาร์ตี้ลิสต์วัดกระแส
ในอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีนัยสำคัญไม่แพ้การแข่งขัน สส.เขต คือ การแข่งขันในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นการขับเคี่ยวโดยตรงระหว่าง พรรคประชาชน กับ พรรคประชาธิปัตย์ โดยวัดกันที่กระแสนิยม และอารมณ์ทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาพรวม
ข้อมูลการเลือกตั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คะแนนนิยมในภาคใต้มีแนวโน้มโน้มเอียงไปทางพรรคประชาชน โดยเฉพาะในระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยใช้วิธี ‘เลือกเขตจากคนที่ไว้ใจได้ แต่เลือกปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคที่ชื่นชอบ’ สะท้อนพฤติกรรมการเลือกตั้งที่แยกการตัดสินใจระหว่าง ‘คน’ กับ ‘พรรค’ อย่างเป็นระบบ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญวุฒิ และภคมน หนุนอนันต์ แกนนำภาคใต้พรรคประชาชน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองที่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ชัดเจนสามารถเจาะฐานเสียงได้ แม้จะไม่สามารถคว้าชัยชนะในสนาม สส.เขต ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อพรรคก้าวไกลเดิมได้ สส.เขตในภาคใต้เพียงไม่กี่ที่นั่ง แต่กลับได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อรวมสูงถึง 1,114,642 คะแนน เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ และชนะคะแนนบัญชีรายชื่อในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดเมืองท่องเที่ยวและเขตเมืองใหญ่ เช่น ภูเก็ต สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี
กรณีจังหวัดภูเก็ต สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อพรรคก้าวไกลสามารถชนะยกจังหวัด ทั้งในระบบ สส.เขต และได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร แสดงให้เห็นว่า ในพื้นที่เมืองและเศรษฐกิจเปิด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับนโยบายโครงสร้างรัฐ และภาพลักษณ์พรรค มากกว่าความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายแบบดั้งเดิม

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แกนนำพื้นที่ภาคใต้
ขณะเดียวกัน แม้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ในภาคใต้เมื่อปี 2566 จะอยู่ที่ราว 422,912 คะแนน ซึ่งยังไม่กลับไปสู่ระดับเดียวกับในอดีต แต่สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏชัด หลังการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปลุกศรัทธาแฟนคลับดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผูกพันกับพรรคในเชิงประวัติศาสตร์
วาทกรรมอย่าง ‘สมบัติพ่อเฒ่า’ และการรณรงค์ให้ลูกหลานคนใต้กาเบอร์ 27 มีนัยสำคัญในเชิงอารมณ์และอัตลักษณ์ แม้จะยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนถล่มทลายในทันที แต่สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่หลุดออกจากสมรภูมิบัญชีรายชื่อ และยังมีศักยภาพจะกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคต
ส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองอื่นยังทำหน้าที่เป็นบริบทแวดล้อมของการแข่งขันระหว่างสองพรรคนี้ โดยพรรครวมไทยสร้างชาติ เคยได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงสุดในภาคใต้กว่า 1.25 ล้านคะแนนจากกระความนิยมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สะท้อนความแข็งแรงของฐานเสียงแนวคิดอนุรักษนิยม-ความมั่นคง ในจังหวัดอย่างนครศรีธรรมราช สงขลา และชุมพร ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงสร้างราชการ กองทัพ และชนชั้นกลางดั้งเดิม แม้ปัจจุบันฐานดังกล่าวส่วนหนึ่งจะเริ่มเคลื่อนย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทยแล้วก็ตาม
ขณะที่ พรรคประชาชาติ เป็นตัวอย่างชัดเจนของพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะพื้นที่ โดยคะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 373,991 คะแนน ส่วนใหญ่มาจาก ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอัตลักษณ์ ศาสนา และการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้ แม้คะแนนรวมทั้งภาคจะไม่สูงเท่าพรรคใหญ่ แต่ความหนาแน่นของคะแนนในพื้นที่เป้าหมายยังทำให้พรรคประชาชาติเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลออยู่
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเมืองภาคใต้ในระบบบัญชีรายชื่อกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีพฤติกรรมซับซ้อนมากขึ้น แยกการตัดสินใจระหว่าง ‘ตัวบุคคล’ กับ ‘พรรคการเมือง’ อย่างมีเหตุผล และเปิดรับทั้งความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองและผู้สังเกตการณ์การเมืองในพื้นที่จึงประเมินตรงกันว่า พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นคู่แข่งหลักในการแย่งชิงคะแนนบัญชีรายชื่อในภาคใต้
ดังนั้นในภาพรวมการเลือกตั้งภาคใต้ครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ‘ด้ามขวานทอง’ ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดของพรรคใดอีกต่อไป สนาม สส.เขต กลายเป็นศึกวัดพลังของตัวบุคคล เครือข่าย และการทำงานเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างภูมิใจไทย กล้าธรรม และประชาชาติ ที่ผลแพ้ชนะอาจตัดสินกันเพียงไม่กี่คะแนนในหลายเขต
ขณะที่สนาม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ภาคใต้กำลังส่งสัญญาณใหม่ของการเมืองเชิงเหตุผล เมื่อประชาชนแยกการตัดสินใจระหว่าง ‘คนที่ไว้ใจได้’ กับ ‘พรรคที่เชื่อในอุดมการณ์’ อย่างชัดเจน ทำให้คะแนนมหาชนยังเปิดกว้าง และการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ จะไม่เพียงชี้ชะตาเก้าอี้ สส. แต่กำลังนิยามอนาคตการเมืองภาคใต้ในยุคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของสนามแต่เพียงผู้เดียว
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


