ท่ามกลางแรงกดดันที่กำลังถาโถมใส่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากขึ้น ภาระหนี้ท่วมหัว แถมต้นทุนธุรกิจยังสูงขึ้นไม่หยุด ไปจนถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุกตลาดไทยหนักขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ วิกฤตครั้งนี้ยังพอมีทางออกหรือไม่ และรัฐจะเข้ามาช่วยได้ต่อลมหายใจได้ทันเวลาหรือไม่?
ประเด็นสำคัญ
- เปิดข้อเสนอสมาพันธ์ SMEs ถึงรัฐ ช่วยต่อลมหายใจรายเล็ก
- SMEs ไม่ได้มีแค่ร้านใหญ่ แต่มีรายเล็กถึง 99.5% ที่กำลังทรุดหนัก
- เมื่อเข้าไม่ถึงเงินกู้ในระบบ ทางเลือกที่เหลือคือ พึ่งหนี้นอกระบบ
- แนะบริหารจัดการภาระหนี้บางส่วนชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายถึงล้างหนี้
- ปลดล็อกสินเชื่อแบบใหม่ ต้องไม่ดูแค่งบการเงิน แต่ดูถึงศักยภาพจริง
- หากรัฐบาลผลักดันสำเร็จ เศรษฐกิจจะไม่ได้ฟื้นแค่ร้านเล็ก แต่ฟื้นทั้งระบบ
ความกังวลเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดอีกครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนผู้ประกอบการ SMEs เพื่อร่วมกันหาแนวทางประคองธุรกิจรายเล็กที่กำลังรับแรงเสียดทานจากหลายทิศทางเข้ามาพร้อมกัน
ล่าสุด THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนที่เข้าไปพบรัฐบาล เพื่อเจาะลึกมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอเร่งด่วนที่อยากเห็นภาครัฐผลักดัน ก่อนที่ผู้ประกอบการจำนวนมากจะอ่อนแรงไปมากกว่านี้

ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs
เปิดข้อเสนอสมาพันธ์ SMEs ถึงรัฐ ช่วยต่อลมหายใจรายเล็ก
ดร. ณพพงศ์ เล่าย้อนถึงการหารือกับภาครัฐในรอบแรกว่า ประเด็นที่นำเสนอไม่ได้มุ่งไปที่การขอเม็ดเงินช่วยเหลือหรือมาตรการอุดหนุนแบบหว่านแห แต่ต้องการให้รัฐมองภาพ SMEs ใหม่ และทำความเข้าใจโครงสร้างของผู้ประกอบการให้ลึกกว่าเดิม เพราะวันนี้ SMEs ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป
ปัจจุบันภายใต้คำว่า SMEs ยังมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ขนาดธุรกิจ, ศักยภาพในการแข่งขัน, ระดับการเข้าถึงทุน, รวมถึงปัญหาที่แต่ละกลุ่มกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งล้วนต้องการแนวทางแก้ไขที่ต่างกัน นั่นหมายความว่า หากรัฐยังใช้มาตรการแบบเดียวกับทุกธุรกิจ โอกาสที่ความช่วยเหลือจะไปไม่ถึงจุดที่ต้องการให้แก้ไขจริง ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
SMEs ไม่ได้มีแค่ร้านใหญ่ แต่มีรายเล็กถึง 99.5% ที่กำลังทรุดหนัก
ประเด็นใหญ่ๆที่สมาพันธ์ฯ ได้สื่อสารกับรัฐบาลโดยตรง คือ ลบภาพจำของ SMEs ให้หลายคนเข้าใจสภาพความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ประกอบการกลุ่มไมโคร หรือธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี มีจำนวนมากถึง 2.75 ล้านราย และเมื่อรวมกับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจะมีจำนวนมากกว่า 3.15 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
กลุ่มนี้คือร้านอาหารริมทาง, ร้านก๋วยเตี๋ยว, ร้านโชห่วย, ผู้ค้าตลาดนัด, ร้านบริการขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจครอบครัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่ปัญหาคือ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่มีงบการเงินที่เป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้
ขณะที่ในมุมของสถาบันการเงิน กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อมักเทไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเอกสารทางการเงินครบถ้วนมากกว่า แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากถูกผลักออกจากระบบเงินทุนตั้งแต่ต้น
เมื่อเข้าไม่ถึงเงินกู้ในระบบ ทางเลือกที่เหลือคือ พึ่งหนี้นอกระบบ
ดร ณพพงศ์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องหมุนเงินซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และรักษากระแสเงินสด เมื่อเข้าไม่ถึงเงินทุนในระบบ ทำให้หลายรายจำเป็นต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ต้นทุนลักษณะนี้ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย มากกว่าการพัฒนาธุรกิจ
แทนที่จะมีเงินลงทุนเพิ่มเครื่องจักร ปรับร้าน หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ แต่ผู้ประกอบการกลับต้องอยู่ในวงจรหาเงินมาจ่ายดอกเพื่อหมุนหนี้แบบไม่จบสิ้น เตรียมข้อมูลรอพบรัฐบาลรอบสอง
อีกแรงกดดันที่สมาพันธ์ฯ ผลักดันมาตลอดคือ การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินสูง ต่างจากคู่แข่งจากต่างประเทศหลายรายที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุน หรือมาตรการช่วยเหลือต้นทุน เมื่อฝั่งหนึ่งเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำกว่า แล้วผู้ประกอบการไทยจะไปสู้ได้อย่างไร ในขณะที่ธุรกิจยังต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูง แค่จุดเริ่มก็แข่งขันไม่ได้แล้ว

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
หลังการเข้าพบรัฐบาลรอบแรก สมาพันธ์ฯ อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลสำหรับการหารือรอบที่สอง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะได้เข้าไปหารือกับรัฐบาลอีกในช่วงไหน แต่ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางจัดทำ ‘สมุดสีน้ำเงิน’ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับทีมศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะเตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลและจัดเวิร์กชอปกับผู้นำผู้ประกอบการทั่วประเทศ
เป้าหมายการลงพื้นที่จะไม่ใช่เพียงแค่รวบรวมปัญหา แต่รวมถึงข้อเสนอและทางออกเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือ
แนะบริหารจัดการภาระหนี้บางส่วนชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายถึงล้างหนี้
อีกหนึ่งในข้อเสนอ คือ ไม่ใช่ผู้ประกอบการทั้งหมดที่ต้องการกู้เงินเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือยอดขาย ซึ่งก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มองว่าเป็นมาตรการที่ทำให้เม็ดเงินไหลลงสู่ร้านค้าและธุรกิจฐานรากโดยตรง เพราะเมื่อยอดขายกลับมา ผู้ประกอบการจะมีสภาพคล่องและสามารถดูแลธุรกิจได้ด้วยตนเอง

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
และอีกข้อเสนอคือให้รัฐเข้ามาบริหารจัดการภาระหนี้บางส่วนชั่วคราว แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการล้างหนี้ แต่เป็นการลดแรงกดดัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่หายใจ และกล้าลงทุนปรับตัว เพราะหากยังแบกภาระดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ธุรกิจจำนวนมากอาจไม่มีโอกาสฟื้นตัวอีกเลย
ปลดล็อกสินเชื่อแบบใหม่ ต้องไม่ดูแค่งบการเงิน แต่ดูถึงศักยภาพจริง
สมาพันธ์ฯ ยังเสนอโมเดลสินเชื่อทางเลือก หรือกลไกกองทุนพิเศษที่ไม่ใช้เกณฑ์แบบธนาคารทั่วไป ซึ่งแทนที่จะพิจารณาเฉพาะงบการเงิน อาจใช้หน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น หอการค้าจังหวัด หรือเครือข่ายผู้ประกอบการ เข้าช่วยประเมินจากศักยภาพหน้างาน ยกตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายดี มีลูกค้าประจำ แต่ไม่มีงบการเงิน ก็อาจเข้าถึงเงินทุนก้อนเล็กระดับ 2-5 แสนบาท เพื่อขยายกิจการได้
ข้อเสนออีกด้านคือการสร้างระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในระดับ 5-7% พร้อมกำหนดเงื่อนไขจูงใจ หากผู้ประกอบการผ่อนชำระตรงเวลาครบ 1 ปี อัตราดอกเบี้ยจะลดลงอีก เมื่อสร้างประวัติทางการเงินได้ต่อเนื่องครบ 2 ปี ก็สามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบธนาคารปกติได้ในอนาคต โดยแนวคิดนี้ถูกมองว่าเป็นการสร้างเครดิตจากชีวิตจริง มากกว่าการวัดจากเอกสารเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้มองว่าการให้ทุนเพียงอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการควรได้รับการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน ตั้งแต่การทำบัญชีพื้นฐาน การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยขณะนี้ ประธานสมาพันธ์ SMEs เตรียมร่วมมือกับ Alibaba Group เพื่อนำองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้ผู้ประกอบการเรียนรู้และปรับตัว
หากรัฐบาลผลักดันสำเร็จ เศรษฐกิจจะไม่ได้ฟื้นแค่ร้านเล็ก แต่ฟื้นทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า หากต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลดจากระดับ 20-30% ต่อเดือน ลงมาเหลือเพียง 5% ต่อปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ร้านค้าอยู่รอด แต่จะทำให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว มีเงินลงทุนเพิ่ม และกลับมาแข่งขันได้ และเมื่อเม็ดเงินหมุนผ่านกระเป๋าคนตัวเล็ก ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ กลับมา ผู้ประกอบการกล้าซื้อสินค้า กล้าสต็อกของ และกล้าลงทุนอีกครั้ง
ท้ายที่สุด หากฐานรากซึ่งคิดเป็น 99.5% ของทั้งระบบ ฟื้นตัวได้ ก็จะส่งแรงต่อไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผ่านการบริโภคภายในประเทศ เพราะในวันที่เศรษฐกิจชะลอตัว บางครั้งจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว อาจไม่ได้อยู่ที่บริษัทใหญ่ แต่อยู่ที่ร้านเล็กหน้าปากซอย ที่ยังพยายามเปิดไฟรอขายของทุกเช้าอยู่เงียบๆ

