ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศดาวรุ่งของภูมิภาค ตัวเลขเติบโตของ GDP และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแซงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา หลังจาก เวียดนามเร่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดระบบวีซ่าออนไลน์ให้ชาวต่างชาติทุกสัญชาติ พร้อมขยายระยะเวลาการพำนักชั่วคราวจาก 30 วัน เป็น 90 วัน และอนุญาตให้บางประเทศเดินทางเข้า–ออกประเทศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฉมใหม่ในหลายเมืองหลัก อาทิ ฮานอย ซาปา ดานัง ฮอยอัน และ โฮจิมินห์ซิตี้
ไม่เว้นแม้แต่ ‘เมืองญาจาง’ เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย แน่นอนว่าจากโอกาสทั้งหมดทำให้สายการบินราคาประหยัดอย่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เลือกขยายเส้นทางบินใหม่ เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เป็นครั้งแรก บินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ โบอิ้ง 737-8 ขนาด 189 ที่นั่ง
วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของญาจาง ที่เริ่มมีบทบาททั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และการเดินทางไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ญาจาง เปิดบริการทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยจุดเด่นของเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 คือ Boeing Sky Interior ที่มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Lighting และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีมานด์การเดินทางระหว่างไทย–เวียดนาม ที่เติบโตทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ
ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางใหม่ยังสะท้อนบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่เวียดนามที่ครอบคลุมมากที่สุดในตลาด
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้นำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เข้าประจำการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–โตเกียว และกรุงเทพฯ–โอซาก้า ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศเกาหลีใต้และจีนในช่วงต้นปีนี้
อีกทั้ง มีแผนขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ เพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และยกระดับศักยภาพการให้บริการในเส้นทางระยะกลางถึงไกล รองรับการเปิดเส้นทางใหม่สู่จุดหมายสำคัญทั่วเอเชีย
ด้าน ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าไทยอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านการบริหารจัดการ การจัดโซนพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
“มองว่าหากประเทศไทยสามารถยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นเช่นกัน” ปิ่นยศ กล่าวย้ำ
นอกจากนี้ จากกรณีการพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในบางพื้นที่ของประเทศอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศจับตาและประเมินความเสี่ยงว่าอาจลุกลามเป็นวงกว้าง เนื่องจากไวรัสดังกล่าวถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในกลุ่มประชาชนและสัตว์ แม้กระแสข่าวจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจการบินยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านความปลอดภัย โดยสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารเป็นพิเศษ สำหรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สู่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย รวมถึงเส้นทางภูเก็ต–มุมไบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข


