×

เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองงัด ‘หวยใบเสร็จ’ ทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ มีพลังเพียงพอหรือไม่?

04.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และหารายได้เข้ารัฐมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรคเตรียมใช้ ‘ใบเสร็จ’ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและ SME เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อหวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นเกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสงสัยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวจะ ‘เพียงพอ’ ในการเคลื่อนภูเขานอกระบบได้หรือไม่ พร้อมหาคำตอบว่า ควรออกแบบนโยบายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

หวยใบเสร็จ ‘อาวุธกระดาษ’ ของพรรคการเมือง หวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบไทย’

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย ‘หวย’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งรอบนี้ว่า แนวคิดดังกล่าว ‘ถูก’ กับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศ แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอ’ ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยได้

 

“ผมก็เห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่ต่างเตรียมใช้เครื่องมือที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน อย่างน้อยในหลักการก็ถือว่า ถูกต้อง และถูกกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่มาก ราว 8-9 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP เปรียบเหมือนกับ ‘ภูเขาหินใหญ่’

 

ดังนั้นการจะเอาเงินหลักพันล้านถึงหมื่นล้านต้นๆ ไปเคลื่อนภูเขา ก็คงทำได้ แต่คงทำได้ ‘จำกัด’ และไม่น่าจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้” ดร.นณริฏกล่าว

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 48.38% ของ GDP ในปี 2020 นับว่า มีสัดส่วนสูงอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเป็นรองเพียงเมียนมา ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงราว 49.59%

 

ห่วงรางวัลออก ‘ยาก’ ไม่จูงใจรายเล็กเข้าร่วมโครงการ

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตนโยบายหวยของบางพรรคการเมืองว่า หากรางวัลยากเกินไป อาจทำให้คนทั่วไปหรือรายเล็กไม่สนใจ คล้ายกับสลากออมสิน

 

โดยอธิบายว่า “สาเหตุที่คนไม่ซื้อสลากออมสินส่วนหนึ่งเพราะว่ามีฟีดแบก (Feedback) ว่าโอกาสถูกรางวัล ‘ยาก’ แม้ว่าตัวเงินรางวัลอาจสูงถึง 10-20 ล้านบาท (แล้วแต่ผลิตภัณฑ์) สะท้อนว่า คนไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจอยากจะซื้อ เว้นแต่จะเป็นคนรวยจริงๆ เช่น ผู้ที่ซื้อสลากออมสินอาจจะครั้งละ 5 แสนบาท 5 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ดังนั้น หลักการก็จะคล้ายๆ กับใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า คนที่ซื้อเยอะจะได้ถูกรางวัลเยอะกว่าคนซื้อน้อย

 

จับตาผลข้างเคียงเป็น ‘ระบบทุนนิยม’

 

ดร.นณริฏ ยังกล่าวว่า แม้เป้าหมายของนโยบายลักษณะนี้คือ อยากให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจาก SME เพื่อให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งก็คงจะได้ผลบางส่วน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง (Side Effect) คือ การเพิ่มเติมความเหลื่อมล้ำในท้ายที่สุด เพราะ คนที่ได้รางวัลก็มีโอกาสที่จะเป็นคนที่มีฐานะได้มากกว่า

 

นโยบายเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาคนทุกกลุ่มได้

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บางพรรคการเมืองพยายามจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วย นอกเหนือไปจาก SME เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือ NGO จึงห่วงว่า จะทำให้พลังการขับเคลื่อนนโยบายอาจลดลง ดังนั้นจึงควรทำนโยบายแบบให้ความสำคัญเฉพาะแต่ละกลุ่มแทน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปัญหาและวิธีแก้ต่างกัน การใช้เครื่องมือเดียวแก้ทุกปัญหาจึงอาจจะขาดประสิทธิภาพได้

 

“ความครอบคลุมเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายนโยบายนี้ไปกับทุกกลุ่มพลังในการขับเคลื่อนอาจจะหายไป พรรคการเมืองควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีปัญหาของแต่ละกลุ่มคืออะไร ต้องบอกให้ได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการทำแล้วที่จะสามารถพัฒนากลุ่มนั้นๆ ได้ ผมคิดว่า ผู้ออกนโยบายต้องตอบให้ชัด ไม่ใช่ว่าลองไปก่อน ลองจ่ายเงินของประเทศไปก่อนสัก 3,000 ล้าน แล้วค่อยไปดูว่า ออกมาดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ค่อยยกเลิก ผมคิดว่า การทำนโยบายลักษณะนี้ไม่มีความรับผิดชอบ”

 

ดร.นณริฏ กล่าวต่อว่า การทำนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเป็นจุดๆ ไป เช่น อยากแก้ไขปัญหา SME ก็วางนโยบายมุ่งเป้าไปที่ SME ถ้าอยากแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็วางนโยบายไปที่เกษตรกร เป็นต้น

 

ความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจซุกซ่อนอยู่

 

นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังมองว่านโยบายหวยของบางพรรคการเมืองอาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณซ่อนอยู่ ในกรณีที่หากการตอบรับดี และใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาล

 

โดยระบุว่า “ถ้ามุ่งหวังให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านงบประมาณให้ดี เนื่องจาก หากมีใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาลอาจจะคุมต้นทุนไม่ได้”

 

นโยบายหวยอาจไม่ได้เกิด? จับตาความเป็นไปได้ทางกฎหมาย

 

ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหวยของพรรคการเมืองอาจเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เนื่องจากไทยมีกฎหมายห้ามการพนัน เห็นได้จากความพยายามทำนโยบายหวยรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้ามักติดขัดด้านกฎหมาย

 

โดยดร.นณริฏอธิบายว่า “การออกนโยบายลักษณะนี้ก็ไม่รู้ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ เนื่องจาก ต้องเข้าใจว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพนัน เพราะฉะนั้น การออกหวยจะมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกรูปแบบไหนก็ออกได้

 

โดยย้อนกลับไป ในยุครัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามจะออกหวยหลายรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทำนโยบายคืนเงินบางส่วนกลับมาให้กับคนซื้อหวยในยามเกษียณก็เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทำไม่ได้

 

นอกจากนี้ สลากที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกลไกที่ต่างจากข้อเสนอของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยปัจจุบัน การออกสลากมาจากการเก็บเงินจากประชาชนที่ซื้อสลาก แล้วก็นำเงินส่วนไปดำเนิน (Run) กิจการ อย่างไรก็ตาม (นโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองต่างๆ รอบนี้) รัฐต้องเป็นคนออกเงินจึงไม่แน่ใจว่า จะใช้งบประมาณได้โดยง่ายหรือไม่”

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

 

ออกแบบ ‘หวยใบเสร็จ’ อย่างไรให้เกิดผลดีมากที่สุด

 

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ที่หลายพรรคการเมืองกำลังนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยนำเสนอ 5 แนวทางออกแบบเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศต่างๆ ดังนี้

 

1. รัฐต้องเลิกคิดจากฝั่งการจัดเก็บ และหันมาออกแบบจากแรงจูงใจของผู้บริโภค: จากประเทศที่ทำได้ผลจริง เช่น ไต้หวัน จีน และบราซิล พบสิ่งเดียวกันคือ ผู้บริโภคขอใบเสร็จมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ที่ร้านค้ารายงานสูงขึ้น และรายได้ภาษีสุทธิของรัฐเพิ่มขึ้น แม้หักเงินรางวัลและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว

 

2. การเล็งเป้าหมายไปที่กลุ่มที่มีปัญหา: จากประสบการณ์ของไทยตั้งแต่ปี 2546 พบว่าใบเสร็จที่เข้าระบบส่วนใหญ่มาจากร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ช่วยขยายฐานภาษี นโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อจำกัดเป้าหมายไปที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบ หากไม่เล็งเป้าให้แม่นยำ หวยใบเสร็จจะกลายเป็นเพียง ‘ของแถม’ ให้กับร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่เท่านั้น

 

3. โครงสร้างรางวัลที่กระตุ้นพฤติกรรมได้จริง: งานวิจัยระบุว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ ‘รางวัลใหญ่’ แต่คือระบบที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย โดยยกตัวอย่างบราซิลที่ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน ให้รางวัลขนาดเล็กแต่บ่อยและรู้ผลทันที ซึ่งสร้างพฤติกรรมการขอใบเสร็จซ้ำได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่มีผู้ได้รับน้อยราย นอกจากนี้ยังเตือนถึงกรณีของจอร์เจียที่ระบบล้มเหลวเนื่องจากขาดความโปร่งใสจนเกิดการโกง

 

4. ความคุ้มค่าในการเข้าสู่ระบบของ SMEs:

 

การตัดสินใจเข้าสู่ระบบ VAT ของธุรกิจขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit) เป็นหลัก ดังนั้น รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบ ‘ง่าย’ เช่น การทำ e-invoice ต้นทุนต่ำ หรือลดความยุ่งยากในการยื่นแบบ

 

5. ระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน (Whistle-blowing)

 

กลไกที่สำคัญอีกประการคือช่องทางการร้องเรียน หลักฐานในต่างประเทศชี้ว่า ร้านค้าที่ถูกลูกค้าส่งคำร้องเรียนว่าไม่ยอมออกใบเสร็จ จะมีการออกใบเสร็จเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 7% เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 2

 

รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

 

นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

 

วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

 

  • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
  • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

 

ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

 

กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

 

“รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 3

 

รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

 

พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

 

วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

 

ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

 

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

 

ภาพประกอบนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 4
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising