ในการเลือกตั้งปี 2569 หลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และหารายได้เข้ารัฐมากขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย 2 พรรคเตรียมใช้ ‘ใบเสร็จ’ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและ SME เข้าสู่ระบบมากขึ้น เพื่อหวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ’ ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นเกือบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของ GDP ไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสงสัยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวจะ ‘เพียงพอ’ ในการเคลื่อนภูเขานอกระบบได้หรือไม่ พร้อมหาคำตอบว่า ควรออกแบบนโยบายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืน
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
หวยใบเสร็จ ‘อาวุธกระดาษ’ ของพรรคการเมือง หวังทลาย ‘ภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบไทย’
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย ‘หวย’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งรอบนี้ว่า แนวคิดดังกล่าว ‘ถูก’ กับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศ แต่ก็ ‘ยังไม่เพียงพอ’ ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทย ที่มีขนาดใหญ่คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยได้
“ผมก็เห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่ต่างเตรียมใช้เครื่องมือที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน อย่างน้อยในหลักการก็ถือว่า ถูกต้อง และถูกกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่มาก ราว 8-9 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP เปรียบเหมือนกับ ‘ภูเขาหินใหญ่’
ดังนั้นการจะเอาเงินหลักพันล้านถึงหมื่นล้านต้นๆ ไปเคลื่อนภูเขา ก็คงทำได้ แต่คงทำได้ ‘จำกัด’ และไม่น่าจะสามารถเคลื่อนภูเขาได้” ดร.นณริฏกล่าว
ทั้งนี้ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 48.38% ของ GDP ในปี 2020 นับว่า มีสัดส่วนสูงอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเป็นรองเพียงเมียนมา ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงราว 49.59%
ห่วงรางวัลออก ‘ยาก’ ไม่จูงใจรายเล็กเข้าร่วมโครงการ
ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตนโยบายหวยของบางพรรคการเมืองว่า หากรางวัลยากเกินไป อาจทำให้คนทั่วไปหรือรายเล็กไม่สนใจ คล้ายกับสลากออมสิน
โดยอธิบายว่า “สาเหตุที่คนไม่ซื้อสลากออมสินส่วนหนึ่งเพราะว่ามีฟีดแบก (Feedback) ว่าโอกาสถูกรางวัล ‘ยาก’ แม้ว่าตัวเงินรางวัลอาจสูงถึง 10-20 ล้านบาท (แล้วแต่ผลิตภัณฑ์) สะท้อนว่า คนไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจอยากจะซื้อ เว้นแต่จะเป็นคนรวยจริงๆ เช่น ผู้ที่ซื้อสลากออมสินอาจจะครั้งละ 5 แสนบาท 5 ล้านบาท หรือ 50 ล้านบาท ดังนั้น หลักการก็จะคล้ายๆ กับใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า คนที่ซื้อเยอะจะได้ถูกรางวัลเยอะกว่าคนซื้อน้อย
จับตาผลข้างเคียงเป็น ‘ระบบทุนนิยม’
ดร.นณริฏ ยังกล่าวว่า แม้เป้าหมายของนโยบายลักษณะนี้คือ อยากให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจาก SME เพื่อให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งก็คงจะได้ผลบางส่วน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง (Side Effect) คือ การเพิ่มเติมความเหลื่อมล้ำในท้ายที่สุด เพราะ คนที่ได้รางวัลก็มีโอกาสที่จะเป็นคนที่มีฐานะได้มากกว่า
นโยบายเดียวไม่สามารถแก้ทุกปัญหาคนทุกกลุ่มได้
ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บางพรรคการเมืองพยายามจะดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วย นอกเหนือไปจาก SME เช่น กลุ่มเกษตรกร หรือ NGO จึงห่วงว่า จะทำให้พลังการขับเคลื่อนนโยบายอาจลดลง ดังนั้นจึงควรทำนโยบายแบบให้ความสำคัญเฉพาะแต่ละกลุ่มแทน เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีปัญหาและวิธีแก้ต่างกัน การใช้เครื่องมือเดียวแก้ทุกปัญหาจึงอาจจะขาดประสิทธิภาพได้
“ความครอบคลุมเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายนโยบายนี้ไปกับทุกกลุ่มพลังในการขับเคลื่อนอาจจะหายไป พรรคการเมืองควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีปัญหาของแต่ละกลุ่มคืออะไร ต้องบอกให้ได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการทำแล้วที่จะสามารถพัฒนากลุ่มนั้นๆ ได้ ผมคิดว่า ผู้ออกนโยบายต้องตอบให้ชัด ไม่ใช่ว่าลองไปก่อน ลองจ่ายเงินของประเทศไปก่อนสัก 3,000 ล้าน แล้วค่อยไปดูว่า ออกมาดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ค่อยยกเลิก ผมคิดว่า การทำนโยบายลักษณะนี้ไม่มีความรับผิดชอบ”
ดร.นณริฏ กล่าวต่อว่า การทำนโยบายจึงควรให้ความสำคัญเป็นจุดๆ ไป เช่น อยากแก้ไขปัญหา SME ก็วางนโยบายมุ่งเป้าไปที่ SME ถ้าอยากแก้ไขปัญหาเกษตรกรก็วางนโยบายไปที่เกษตรกร เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจซุกซ่อนอยู่
นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังมองว่านโยบายหวยของบางพรรคการเมืองอาจมีความเสี่ยงด้านงบประมาณซ่อนอยู่ ในกรณีที่หากการตอบรับดี และใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาล
โดยระบุว่า “ถ้ามุ่งหวังให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านงบประมาณให้ดี เนื่องจาก หากมีใบเสร็จเข้าระบบจำนวนมหาศาลอาจจะคุมต้นทุนไม่ได้”
นโยบายหวยอาจไม่ได้เกิด? จับตาความเป็นไปได้ทางกฎหมาย
ดร.นณริฏ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายหวยของพรรคการเมืองอาจเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย เนื่องจากไทยมีกฎหมายห้ามการพนัน เห็นได้จากความพยายามทำนโยบายหวยรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้ามักติดขัดด้านกฎหมาย
โดยดร.นณริฏอธิบายว่า “การออกนโยบายลักษณะนี้ก็ไม่รู้ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ เนื่องจาก ต้องเข้าใจว่า ไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการพนัน เพราะฉะนั้น การออกหวยจะมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะออกรูปแบบไหนก็ออกได้
โดยย้อนกลับไป ในยุครัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็เคยพยายามจะออกหวยหลายรูปแบบแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามทำนโยบายคืนเงินบางส่วนกลับมาให้กับคนซื้อหวยในยามเกษียณก็เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าทำไม่ได้
นอกจากนี้ สลากที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกลไกที่ต่างจากข้อเสนอของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งรอบนี้ โดยปัจจุบัน การออกสลากมาจากการเก็บเงินจากประชาชนที่ซื้อสลาก แล้วก็นำเงินส่วนไปดำเนิน (Run) กิจการ อย่างไรก็ตาม (นโยบายหวยใบเสร็จของพรรคการเมืองต่างๆ รอบนี้) รัฐต้องเป็นคนออกเงินจึงไม่แน่ใจว่า จะใช้งบประมาณได้โดยง่ายหรือไม่”

ออกแบบ ‘หวยใบเสร็จ’ อย่างไรให้เกิดผลดีมากที่สุด
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ที่หลายพรรคการเมืองกำลังนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยนำเสนอ 5 แนวทางออกแบบเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบได้อย่างยั่งยืนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเทศต่างๆ ดังนี้
1. รัฐต้องเลิกคิดจากฝั่งการจัดเก็บ และหันมาออกแบบจากแรงจูงใจของผู้บริโภค: จากประเทศที่ทำได้ผลจริง เช่น ไต้หวัน จีน และบราซิล พบสิ่งเดียวกันคือ ผู้บริโภคขอใบเสร็จมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ที่ร้านค้ารายงานสูงขึ้น และรายได้ภาษีสุทธิของรัฐเพิ่มขึ้น แม้หักเงินรางวัลและการปรับตัวของธุรกิจแล้ว
2. การเล็งเป้าหมายไปที่กลุ่มที่มีปัญหา: จากประสบการณ์ของไทยตั้งแต่ปี 2546 พบว่าใบเสร็จที่เข้าระบบส่วนใหญ่มาจากร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ช่วยขยายฐานภาษี นโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อจำกัดเป้าหมายไปที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบ หากไม่เล็งเป้าให้แม่นยำ หวยใบเสร็จจะกลายเป็นเพียง ‘ของแถม’ ให้กับร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่เท่านั้น
3. โครงสร้างรางวัลที่กระตุ้นพฤติกรรมได้จริง: งานวิจัยระบุว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่ ‘รางวัลใหญ่’ แต่คือระบบที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย โดยยกตัวอย่างบราซิลที่ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน ให้รางวัลขนาดเล็กแต่บ่อยและรู้ผลทันที ซึ่งสร้างพฤติกรรมการขอใบเสร็จซ้ำได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่มีผู้ได้รับน้อยราย นอกจากนี้ยังเตือนถึงกรณีของจอร์เจียที่ระบบล้มเหลวเนื่องจากขาดความโปร่งใสจนเกิดการโกง
4. ความคุ้มค่าในการเข้าสู่ระบบของ SMEs:
การตัดสินใจเข้าสู่ระบบ VAT ของธุรกิจขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-benefit) เป็นหลัก ดังนั้น รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบ ‘ง่าย’ เช่น การทำ e-invoice ต้นทุนต่ำ หรือลดความยุ่งยากในการยื่นแบบ
5. ระบบการตรวจสอบจากภาคประชาชน (Whistle-blowing)
กลไกที่สำคัญอีกประการคือช่องทางการร้องเรียน หลักฐานในต่างประเทศชี้ว่า ร้านค้าที่ถูกลูกค้าส่งคำร้องเรียนว่าไม่ยอมออกใบเสร็จ จะมีการออกใบเสร็จเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 7% เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9
นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ
วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน
- กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
- กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี
ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น
ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี
กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน
“รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46
พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน
วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ
ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี
สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)
สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


