กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของรัฐบาลจีนที่แนะนำไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง กลับได้รับเสียงตอบรับที่คาดไม่ถึงจากฝั่งญี่ปุ่น
แทนที่จะตื่นตระหนกกับเม็ดเงินที่หายไป ผู้ประกอบการและชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกลับรู้สึกโล่งใจที่จะได้เห็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญลดความแออัดลง ในขณะที่ภาคธุรกิจยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีจำกัดและรับมือได้
คำแนะนำดังกล่าวถูกประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและคณะทูตของจีน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยและอ้างว่ามีคดีอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปที่ชาวจีนเพิ่มสูงขึ้น
แต่เบื้องหลังที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นลดลงอย่างน่าตกใจ
ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าญี่ปุ่นเพียง 330,400 คน ซึ่งลดลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือยอดรวมนักท่องเที่ยวทั้งหมดกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โดยมียอดรวมเกือบ 3.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งปัจจัยหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นหลั่งไหลเข้ามาแทนที่
จุดเริ่มต้นของกระแสการลดลงนี้เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวในรัฐสภาว่า ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันนั้นถือเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น ซึ่งจำเป็นต้องมีการตอบโต้ทางทหาร
คำกล่าวนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญและคำแนะนำไม่ให้พลเมืองเดินทางไปญี่ปุ่นดังกล่าว
แม้จะไร้เงาของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากจีน แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นวิตก เค ทามูระ กรรมการบริษัท Cerca Travel ในเกียวโต เปิดเผยกับ This Week in Asia ว่าธุรกิจของเขายังคงแข็งแกร่ง
“จากคนที่ผมคุยด้วยในวงการด้วยกันพบว่า แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย ผมได้รับการจองจำนวนมากจากไต้หวัน รวมถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป และผมบอกได้เลยว่าธุรกิจของผมจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว” ทามูระ กล่าว พร้อมเสริมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตระหนักดีถึงความเป็นไปได้ของ ‘ความเสี่ยงจากจีน’ อยู่เสมอ แต่ด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ลูกค้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นมาทดแทน
ตัวเลขจาก JNTO ยังยืนยันกระแสนี้ โดยพบว่านักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 7% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 2.2%, สิงคโปร์ 1.9%, เวียดนาม 1.7% ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียต่างเพิ่มขึ้น 1.4%
ผลพลอยได้อีกด้านคือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทามูระสังเกตว่าคนญี่ปุ่นเองเริ่มกลับมาเที่ยวเกียวโตกันมากขึ้น เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองหรือ ‘Overtourism’ จากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่หายไป ทำให้บรรยากาศในการเดินชมวัดและพิพิธภัณฑ์มีความสะดวกสบายและน่ารื่นรมย์ขึ้นมาก
ทางด้าน ยูกิ บันโด เจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในเมืองโทกุชิมะ บนเกาะชิโกกุ มองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่คึกคักไม่แพ้ปีก่อน โดยเธอยืนยันว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ของเธอ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากไต้หวันและยุโรปเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาของปักกิ่งที่ว่ามีการพุ่งเป้าโจมตีนักท่องเที่ยวจีน โดยยืนยันว่า “เรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น”
โลกออนไลน์ของญี่ปุ่นก็ขานรับข่าวนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ชาวเน็ตหลายคนแสดงความยินดีที่เมืองจะเงียบสงบขึ้นในช่วงวันหยุด โดยข้อความหนึ่งระบุว่า “ฉันมีความสุขมาก! ขอบคุณนะ” ในขณะที่อีกความเห็นเล่าว่าการขึ้นรถไฟชินคันเซ็นโดยไม่มีคนจีนทำให้บรรยากาศดีขึ้น และนักท่องเที่ยวจากตะวันตกหรือไต้หวันก็มีมารยาทที่ดี
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวแบบจีน ที่เรียกว่าระบบ ‘มังกรตัวเดียว’ (Yitiao long) ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนได้วางระบบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานบันเทิง ล้วนเป็นธุรกิจที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ การบริการใช้ภาษาจีน และการชำระเงินก็ผ่านแพลตฟอร์มของจีน
จุดนี้ทำให้เม็ดเงินแทบไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่าเงินจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเยนต่อปี อาจไหลย้อนกลับไปยังประเทศจีนผ่านระบบนี้ ดังนั้นการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ จึงอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ภาพ : f11photo / Shutterstock
อ้างอิง:


