สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวานนี้ (28 มกราคม) โดยระบุว่า แม้การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ยังไม่สามารถลงนามในข้อตกลงได้นั้น ‘ไม่ควรมองว่าการเจรจาล้มเหลว’ เพราะการมีพื้นที่พูดคุยต่อยังดีกว่าการปะทะสู้รบที่นำมาซึ่งความสูญเสีย
สีหศักดิ์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่ควรตีความว่าการประชุม RBC ที่ยังไม่สามารถลงนามในข้อตกลงบางประเด็นได้นั้นเป็นความล้มเหลว แต่เป็นเรื่องธรรมดาในกระบวนการเจรจาที่บางเรื่องยังตกลงกันไม่ได้ ก็เก็บไว้คุยต่อ ดีกว่าไปปะทะสู้รบซึ่งนำมาซึ่งความสูญเสีย และการมีช่องทางสื่อสารและการเจรจาต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ
สีหศักดิ์ยัง ได้เน้นย้ำกับฝ่ายกัมพูชาถึงความสำคัญของการสื่อสารโดยตรงผ่านกลไก RBC และความจำเป็นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน โดยเฉพาะการระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่อาจถูกตีความว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ทั้งสองฝ่ายต้องมีความละเอียดอ่อนในการใช้ถ้อยคำและการแสดงท่าที เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด
การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาต้องคำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการของประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศกำลังวางแผนการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความคาดหวังของพวกเขาต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งจะช่วยให้นโยบายการทูตสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
เป้าหมายสูงสุดคือ ‘การสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน’ ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยต้องสร้างบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน การสื่อสารที่โปร่งใส และการเคารพในอธิปไตยของกันและกัน เราต้องทำให้ข้อตกลงมันยั่งยืน ไม่ใช่แค่การลงนามในกระดาษ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสัมพันธ์ในอนาคต ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาด้วยความรอบคอบและความอดทน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสำคัญ พร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน
ในโอกาสนี้ ไทยได้นำเสนอกรอบแนวคิด ‘3R’ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนรับมือกับโลกที่ระเบียบเก่าถูกบั่นทอน โดยเฉพาะจากมหาอำนาจที่เคยค้ำจุนระเบียบโลกกลายเป็นผู้บั่นทอนกติกาที่อาเซียนยึดมั่น
โดย ‘R’ ตัวแรกคือ Regionalism (ความเป็นภูมิภาคนิยม) โดยเน้นย้ำว่า อาเซียนผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ตั้งแต่สงครามเย็นเพราะการผนึกกำลังกัน ท่ามกลางความท้าทายที่มาจากการที่ระเบียบโลกถูกบั่นทอนและกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ อาเซียนจำเป็นต้องทำให้ความร่วมมือเข้มแข็งยิ่งขึ้น
.
ขณะที่ ‘R’ ที่สองคือ Resilience (การเสริมสร้างความแข็งแกร่ง) สีหศักดิ์ชี้ว่า ปัญหาสำคัญของอาเซียนคือความล่าช้าในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันและผันแปรอย่างรวดเร็ว อย่างสถานการณ์กาซา หรือเหตุการณ์อิหร่าน ซึ่งอาเซียนต้องสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะถูกผลักไปอยู่ชายขอบ ประเด็นสำคัญคือหลักฉันทามติของอาเซียน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งอาจกลายเป็นฉันทามติระดับต่ำสุดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะเป็นฉันทามติระดับสูง
ไทยจึงได้เสนอกลไกที่ไม่ทอดทิ้งหลักการอธิปไตยของแต่ละประเทศ ได้แก่
1. ระบบทรอยก้า (Troika): ให้ประธานปัจจุบัน อดีตประธาน และประธานถัดไปในปีถัดไปช่วยกันหาท่าทีของอาเซียนในเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้การไปสู่ฉันทามติเร็วขึ้น
2. เสริมบทบาทประธาน: ประธานควรมีขอบเขตอำนาจมากขึ้น และให้ความไว้วางใจกับประเทศที่เป็นประธาน เพื่อให้ประธานมีความมั่นใจในบทบาทที่เพิ่มขึ้น
ส่วน ‘R’ ที่สามคือ Relevance (ความเกี่ยวข้อง) สีหศักดิ์กล่าวว่า อาเซียนต้องสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อภูมิภาค และต้องพูดเป็นเสียงเดียวกัน
สีหศักดิ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระเบียบโลกที่ยึดมั่นกติกา (Rules-Based International Order) กำลังถูกบั่นทอนจากมาตรการต่างๆ ที่ทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ โดยกติกาที่ร่างกันมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนค่านิยมตะวันตกเป็นส่วนใหญ่
“ปัจจุบันโลกมีหลายขั้วแล้ว ทั้งอินเดีย จีน บราซิล แอฟริกาใต้ หรือที่เรียกว่า Global South ระเบียบโลกเราต้องยึดไว้ที่กติกา แต่กติกาต้องมีการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง”
สีหศักดิ์สรุปว่า กรอบแนวคิด 3R ที่ไทยนำเสนอมุ่งเน้นให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายในยุคที่ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลง โดยไม่สูญเสียหลักการพื้นฐาน แต่เพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤต พร้อมรักษาความเป็นเอกภาพและความเกี่ยวข้องของอาเซียนในเวทีโลก


