อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาปฏิเสธคำขู่ของสหรัฐอเมริกา พร้อมระบุว่า กองทัพอิหร่านพร้อมเหนี่ยวไก เพื่อตอบโต้การรุกรานทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเลอย่างทันท่วงทีและทรงพลัง หากถูกสหรัฐฯ โจมตี ทั้งยังระบุว่า อิหร่านได้รับ ‘บทเรียนอันล้ำค่า’ จากการที่ถูกกองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 หรือที่เรียกว่า ‘สงคราม 12 วัน’ ซึ่งบทเรียนนี้จะมีส่วนช่วยให้อิหร่านตอบโต้ได้รุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นในครั้งนี้
ท่าทีดังกล่าวของอิหร่านมีขึ้น หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า “กองเรือรบขนาดใหญ่” (Armada) ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln กำลังมุ่งหน้าสู่อิหร่าน โดยทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารที่รวดเร็วและรุนแรง หากอิหร่านไม่ยอมกลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่ ‘ยุติธรรมและเสมอภาค’
ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า หากไม่มีการตกลงกัน การโจมตีครั้งต่อไปจะ ‘เลวร้ายยิ่งกว่า’ การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว
เงื่อนไขการเจรจาและประเด็นนิวเคลียร์
สหรัฐฯ ต้องการ ‘ยุติ’ โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน และกดดันให้อิหร่านเข้าสู่การเจรจา ในขณะที่อิหร่านกำลังอ่อนแอจากปัญหาภายในประเทศและมาตรการคว่ำบาตร
อิหร่านยืนยันว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีการคุกคามหรือข้อเรียกร้องที่มากเกินไป อิหร่านยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมี ‘วัตถุประสงค์เพื่อสันติ’ และปฏิเสธการมีอาวุธนิวเคลียร์
ผลกระทบต่อภูมิภาค
ท่าทีดังกล่าวของทั้งสองฝ่ายส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาค มีการซ้อมรบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และอิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านว่าจะถือว่าเป็น ‘ศัตรู’ หากอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนในการโจมตีอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งสัญญาณว่าจะ ‘ไม่อนุญาต’ ให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าของตนเอง หวั่นสงครามยืดเยื้อและกระทบเสถียรภาพของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีวาทกรรมที่รุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทรัมป์และผู้นำอิหร่าน แต่ก็มีความพยายามจาก ‘ตัวกลาง’ เช่น อียิปต์ และตุรกี ในการหาทางออก เพื่อลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ขณะที่สหภาพยุโรปก็คาดว่า จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่อิหร่านที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วง
ทางด้านนักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่า การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ไปยังตะวันออกกลางในครั้งนี้ เป็นการ ‘แสดงแสนยานุภาพ’ เพื่อบีบบังคับให้อิหร่านต้องทำตามความต้องการของสหรัฐฯ และเชื่อว่าทรัมป์มักจะตัดสินใจโดยไม่สนใจผลกระทบต่อผู้เล่นประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมากนัก
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/1/28/make-deal-or-face-far-worse-attack-trump-tells-iran-in-new-threat
- https://www.aljazeera.com/news/liveblog/2026/1/29/live-iran-warns-of-quick-retaliation-as-trump-revives-us-threats
- https://www.nytimes.com/2026/01/26/world/middleeast/us-warships-gulf-waters-iran-retaliation-threats.html
- https://www.bbc.com/news/articles/cly5pd459gko


