“อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย

28.01.2026
  • LOADING...
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว

โลกที่คุ้นเคยกำลังจบลง และไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงปะทะของขั้วอำนาจสุดโต่งที่รุนแรงขึ้น

 

‘ศุภจี’ ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “Extreme Polarization” ต่อให้ศาลสหรัฐฯ ยับยั้งภาษีตอบโต้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะยุติมาตรการกดดันการค้า‘ไทย’ จำเป็นต้องเร่งกำหนดจุดยืนเชิงรุกในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

สอดรับกับคำเตือนของ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า โลกกำลังก้าวสู่ยุค Never Normal ซึ่งความผันผวนสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติไทยกำลังจะเจอ 4 คลื่นใหญ่ที่กำลังถาโถมเศรษฐกิจไทย

 

ประเทศที่ ‘หลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ อาจไม่รอดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากไม่เร่งปรับตัวและเปลี่ยนเกมให้ทันโลกใหม่

 

ในงานสัมนา “ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้” โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบางตอนอย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะ “ขั้วอำนาจสุดโต่ง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 1

 

โดยต่อให้ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้ภาษี Reciprocal Tariff เป็นโมฆะ ก็ไม่ได้หมายความว่า โดนัล ทรัมป์ จะยุติมาตรการภาษีด้านอื่นๆ

 

“วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และเรากำลังเจอกับ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

 

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น ‘พันธมิตร’ ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า

 

เรากำลังเผชิญโลกยุค Never Normal

 

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า โลกที่เราเคยคุ้นชินได้จบลงแล้ว วันนี้กำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘Never Normal’ หรือความผันผวน ‘แบบสุดขั้ว’

 

ต่อจากนี้โลกจะเผชิญกับสภาวะ ‘มังกรเล่นน้ำ’ ที่พร้อมจะพ่นไฟและฟาดหัวฟาดหางตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กจะอยู่ยาก หากไม่ปรับตัว

 

ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ โลกจึงกำลังอยู่ในช่วงอันตรายจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ ซึ่งจะอยู่กับเราไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

 

  • Napkin Agreement : ข้อตกลงทางการค้าในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘เศษกระดาษ’ (Napkin Trade Agreement) ที่ผู้นำมหาอำนาจสามารถขยำทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามความพึงพอใจ
  • มาตรการภาษีรูปแบบใหม่ : การใช้ Secondary Tariff และ Tertiary Tariff จะเข้มข้นขึ้น เช่น ใครที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรืออิหร่าน หรือทำธุรกิจกับคนที่ทำธุรกิจกับประเทศเหล่านี้ อาจโดนกำแพงภาษีตั้งแต่ 25% ไปจนถึง 500%
  • Extreme Polarization : โลกกำลังแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สหรัฐฯ vs จีน) และประวัติศาสตร์ชี้ว่า 80% ของการเปลี่ยนมือมหาอำนาจมักจบลงด้วยสงครามหากการสู้ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

 

4 คลื่นใหญ่จ่อซัด ‘เศรษฐกิจไทย’

 

ขณะที่ แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าและเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติหลัก

 

  • ตลาดทุนและสินทรัพย์ : ความผันผวนในหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ถึงระดับ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงมกราคม) จากการหนีออกจากดอลลาร์
  • ภาคการส่งออกและ Real Sector : เมื่อจีนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ไม่ได้ สินค้าจีนราคาถูกจะหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนและไทยมากขึ้น (Overcapacity)
  • การย้ายฐานการผลิต (Relocation): เม็ดเงิน FDI กำลังไหลออกจากจีนมุ่งสู่ไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภารกิจที่ไทยต้องรับมือ
  • Dedollarization: กระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความยากลำบาก จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนตัว

 

อย่างไรก็ตาม หากดูด้านตลาดทุน ปีนี้ถือว่าเปิดได้ดี เพราะหลังจากหลายเหตุการณ์จากทรัมป์ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไป 15% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทยต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดดันดัชนีล่าสุดขึ้นไปแตะที่ 1300 จุดแล้ว

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 2

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ทว่า ภาคการผลิตและส่งออกในปีนี้ อาจได้รับผลกระทบ อาจไม่เติบโตมากนัก ซึ่งไทยต้องเร่งลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ จาก 20% ให้เหลือ 10-15% และควรกระจายความเสี่ยง ส่งออกไปตลาดใหม่เช่น จีน อินเดีย อาเซียน EU

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

แม้เศรษฐกิจเดิมจะชะลอตัว แต่ไทยกำลังก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

  • Electronics & PCB : ไทยเป็น Top 5 ของโลก การผลิต PCB และกำลังสร้าง Ecosystem ของ Semiconductor
  • EV Hub : บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโลกย้ายมาอยู่ที่ไทยเกือบหมดแล้ว คาดว่าจะทำให้ยอดผลิตรถยนต์พุ่งสู่ระดับ New High ที่ 2.5 ล้านคันในอนาคต
  • Data Centers & Regional Headquarters: มีบริษัทข้ามชาติกว่า 500 แห่งย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ไทย รวมถึงการย้ายจากสิงคโปร์เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
  • New Markets : ตลาดอินเดีย บังคลาเทศ และตะวันออกกลาง คือโอกาสใหม่ที่ไทยต้องเร่งเข้าไปเจาะตลาด

 

ยอมรับความจริง ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ)

 

ดร.กอบศักดิ์ ฝากถึงผู้ประกอบการไทยและนักลงทุน ว่า ‘หยุดหลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ และที่สำคัญ ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ) 3 ข้อ

 

  • ยอมรับความจริง : เทคโนโลยีเก่า (เช่น ยุคญี่ปุ่น) กำลังหมดไป เศรษฐกิจอาจไม่โตในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Sector ใหม่ New S-curve
  • ลงทุนพอประมาณ : ในสภาวะ ‘ว่ายน้ำไม่แข็ง’ ไม่ควรทุ่มเงินจนหมดตัว ให้ลงทุนแบบ ‘ตามไปดู’ และรักษาสภาพคล่อง
  • หาพันธมิตรใหม่ : ลดสัดส่วนความพึ่งพิงตลาดเดิม และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่พร้อมเปิดรับเพื่อนอย่างไทย

 

ทั้งนี้ แม้เจอปัญหาก็ยังมีข่าวดี สะท้อนจากสัญญาณการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจำนวนมาก โดยปี 2568 ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่าเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปกติถึง 4 เท่า

 

หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นการย้ายฐานการผลิตเข้าไทย โดยเฉพาะบริษัทจากจีน อนาคตอันใกล้ อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้านบาท

 

“โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การเร่งตัดสินใจและเปลี่ยนผ่านสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เรากลับมาคึกคักได้อีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 3

 

ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นกับไทยเป็น 3 ระยะสำคัญ

 

ได้แก่ 1. ระยะแรก ตลาดทุนเกิดความตื่นตระหนกจากความไม่แน่นอน 2.ระยะที่สอง กระทบต่อกำไรและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศในสัดส่วนสูง และ 3. ระยะที่สาม คือการย้ายฐานการลงทุนและการจัดโครงสร้างซัพพลายเชนโลกใหม่

 

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวแบบ ‘Now or Never’ โดยเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสจากพันธมิตรใหม่ เช่น จีนและอินเดีย มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะทาง (Niche Product) และยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG)

 

นอกจากนี้ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ควรต้อง ‘มองไกลกว่าเรื่องกำแพงภาษี’ และรัฐต้องลดเงื่อนไขเพื่อดึงดูดให้บริษัทในตลาดมาใช้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อมากขึ้น

 

“นี่คือจังหวะสำคัญที่ไทยต้องพลิกบทบาทจาก ‘Underdog’ สู่โอกาสการเป็นผู้นำเศรษฐกิจครั้งใหม่” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising