ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงวัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา ‘กองทุนประกันสังคม’ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความมั่นคงในชีวิตของแรงงานไทยนับสิบล้านคน
แต่โครงสร้างเดิมที่เทอะทะและติดขัดด้วยระเบียบราชการ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ‘ยักษ์ใหญ่’ ตนนี้จะต้องถูกปลุกให้ตื่นด้วยการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อให้ก้าวทันโลกและดูแลผู้ประกันตนได้อย่างมืออาชีพ
ล่าสุด ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกมาจุดประกายข้อเสนอที่น่าสนใจ โดยชี้เป้าไปที่พรรคการเมืองให้เป็นหัวหอกในการสร้างความเปลี่ยนแปลง พลิกโฉมสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สู่ความทันสมัย โปร่งใส และคล่องตัว
เปลี่ยนสถานะ สู่ ‘หน่วยงานในกำกับของรัฐ’
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ใช่การแปรรูปให้เอกชนฮุบกิจการ แต่คือการ ปลดล็อกพันธนาการจากระบบราชการ ผศ. ดร.ธร เสนอแนวทางยกระดับประสิทธิภาพ ทั้งในมิติความโปร่งใสและการบริหารจัดการ ผ่านการแก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เปลี่ยนสถานะ สปส. จากเดิมที่เป็นส่วนราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน ให้กลายเป็น ‘หน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐ’
การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ สปส. เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระและคล่องตัวสูงขึ้น โดยยังคงอยู่ภายใต้กลไกการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งคาดการณ์ว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี
“การเปลี่ยนแปลงนี้พรรคการเมืองต้องเป็นคนนำ ต้องใช้แรงผลักดันจากพรรคการเมืองจึงจะสำเร็จได้ ฉะนั้นตอนนี้อยากให้ทุกพรรคมองนโยบายการปฏิรูปประกันสังคมเป็นนโยบายหลัก เพราะถ้าไม่มีแรงผลักจากผู้นำทางการเมือง คงไม่ง่ายที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้น” ผศ. ดร.ธร เน้นย้ำ
ชูโมเดลลูกผสม ‘กบข. บวก สปสช.’
ความน่าสนใจของข้อเสนอนี้ คือการไม่ต้องเสียเวลาไปดูงานไกลถึงต่างประเทศ แต่สามารถถอดบทเรียนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในไทยได้ทันที ผศ. ดร.ธร มองว่า สปส. ยุคใหม่ควรศึกษาโมเดลจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อปิดช่องโหว่เดิมๆ
“หลังจากที่ สปส. กลายเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีอิสระมากขึ้นแล้ว ให้ค่อยๆ ปรับบทบาทการบริหารในแต่ละส่วนที่รับผิดชอบ โดยแยกให้ชัดและจัดหามืออาชีพมาบริหาร ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ การลงทุนต่างๆ”
ดึงมืออาชีพบริหารเงิน 2.9 ล้านล้าน
เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน คนทำงานก็ต้องเปลี่ยนให้ตรงจุด ผศ. ดร.ธร เสนอให้เจาะจงไปที่การแยกส่วนบริหารจัดการที่ชัดเจน
- ด้านรักษาพยาบาล: อาศัยรูปแบบเดียวกับ สปสช. แต่ต้องผลักดันให้สิทธิของผู้ประกันตนมีส่วนที่ ‘เหนือกว่า’ หรือดีกว่ามาตรฐานทั่วไป
- ด้านการลงทุนและบำนาญ: ต้องใช้โมเดล กบข. เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับเม็ดเงินมหาศาล
ผศ. ดร.ธร ขยายความในจุดนี้ว่า กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มากมียอดลงทุนสะสมถึง 2.9 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการนำไปลงทุนจนเกิดเป็นผลกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น การดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เงินงอกเงย สร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืนให้กับผู้ประกันตน
นอกจากนี้ มืออาชีพเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในการดึง ‘แรงงานนอกระบบ’ เข้าสู่ระบบประกันสังคมผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์จูงใจใหม่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งลำพังเบี้ยยังชีพอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และการเพิ่มเบี้ยย่อมใช้เงินมหาศาลกว่าการสร้างระบบบำนาญที่เข้มแข็งในวันนี้
ก้าวข้ามความท้าทาย เพื่ออนาคตผู้ประกันตน
แม้การปฏิรูปจะฟังดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติย่อมมีอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่อง ‘คน’ และ ‘อำนาจ’
ผศ. ดร.ธร มองว่าโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมควรคงไว้ซึ่งการเลือกตั้งตัวแทนผู้ประกันตนเพื่อสะท้อนเสียงที่แท้จริง แต่โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนผ่านสถานะบุคลากรจากข้าราชการสู่รูปแบบการจ้างงานใหม่ ที่ต้องสร้างแรงจูงใจด้านสวัสดิการไม่ให้น้อยหน้าเดิม รวมถึงประเด็นความละเอียดอ่อนเรื่องดุลยพินิจและอำนาจระหว่าง สปส. กับกระทรวงแรงงาน ที่อาจเกิดภาพความทับซ้อนคล้ายกับช่วงตั้งต้นที่แยก สปสช. ออกจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจุดนี้ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนทางการเมืองในการผ่าทางตัน
บทสรุปของการปฏิรูปครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ความสวยหรูของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘ความกล้าหาญ’ ของพรรคการเมืองที่จะถือธงนำในการผ่าตัดโครงสร้างอำนาจเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านกองทุนเงินล้านล้านบาทนี้ให้ไปอยู่ในมือของ ‘มืออาชีพ’ อย่างแท้จริง เพราะหากทำสำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการเมือง แต่คือหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของคนทำงานทุกคนในประเทศ


