×

วิเคราะห์สุนทรพจน์ของคาร์นีย์ที่ดาวอส: เมื่อการไม่เป็นอเมริกันคือแก่นของชาตินิยมแบบแคนาดา

27.01.2026
  • LOADING...
ภาพ มาร์ก คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดาและอังกฤษ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมที่เมืองดาวอส

สุนทรพจน์ของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาในการประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอสประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับความสนใจจากสื่อแทบจะทั้งโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำประเทศขนาดใหญ่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายการต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเผ็ดร้อน ในขณะที่ผู้นำส่วนใหญ่ของโลกพยายามจะพูดเอาใจทรัมป์เพื่อหวังว่าทรัมป์จะมองเขาเป็นเพื่อน และให้ดีลการค้า/การทหารที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ

 

เพราะเหตุใดคาร์นีย์ที่เป็นผู้นำของประเทศที่มีพรมแดนติดกับสหรัฐฯ กว่า 5,000 ไมล์ถึงกล้าออกมาวิพากษ์ทรัมป์ตรงๆ แบบที่ไม่กลัวจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังการเดินเกมของคาร์นีย์กัน

 

คาร์นีย์พูดอะไรที่ดาวอส

 

คาร์นีย์ได้วิพากษ์ว่าทรัมป์ (โดยที่ไม่ได้ระบุชื่อทรัมป์โดยตรง) ได้ทำลาย (rupture) ระเบียบโลกเก่าที่การันตีสันติภาพและการค้าเสรีในโลกใบนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โลกยุคต่อจากนี้ไปจะกลับเข้าสู่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก อันจะเห็นได้จากการที่ทรัมป์ทำสงครามการค้ากับประเทศทั่วโลกและความพยายามที่จะยึดกรีนแลนด์มาจากเดนมาร์ก

 

เขาได้เรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (อย่างเช่นประเทศแคนาดาของเขา) รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ (สหรัฐอเมริกา) ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นแค่หนึ่งในเมนูอันโอชะให้มหาอำนาจขนาดใหญ่เลือกกลืนกิน

 

สุนทรพจน์ของคาร์นีย์อาจจะฟังดูเป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะผู้นำประเทศส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ทรัมป์ เพื่อไม่ให้ทรัมป์เกิดความไม่ชอบพวกเขาเป็นการส่วนตัวเพราะผู้นำเหล่านี้รู้ดีว่าทรัมป์นั้นเป็นคนอารมณ์หุนหันพลันแล่น และตัดสินใจในเชิงนโยบายหลายๆ อย่างด้วยความชอบหรือไม่ชอบในตัวผู้นำประเทศนั้นๆ ซึ่งคาร์นีย์เป็นผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านที่มีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดที่สมควรเป็นผู้นำที่ต้องยำเกรงทรัมป์มากที่สุด แต่กลับกลายเป็นผู้นำคนแรกที่กล่าววิพากษ์ทรัมป์ในเวทีระดับโลกเช่นนี้

 

การไม่เป็นอเมริกันคือแก่นของชาตินิยมแบบแคนาดา

 

อย่างไรก็ดี เราจะไม่แปลกใจเลยที่คาร์นีย์ออกมาวิพากษ์ทรัมป์เช่นนี้ หากเราเข้าใจถึงพลวัตของการเมืองในประเทศแคนาดา

 

ความกลัวพื้นฐานของชาวแคนาดานั้นคือความกลัวต่อการถูกกลืนชาติโดยมหาอำนาจข้างบ้านอย่างสหรัฐอเมริกา ดังนั้นแก่นของความเป็นชาตินิยมของชาวแคนาดาคือการต่อต้านอเมริกาซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้างประเทศที่อาณานิคมในเขตดินแดนอเมริกาเหนือ (ที่กลายมาเป็นประเทศแคนาดาในปัจจุบัน) กลายเป็นที่ลี้ภัยของกลุ่มผู้ที่ภักดีต่อจักรวรรดิอังกฤษ (loyalist) ภายหลังสงครามประกาศอิสรภาพของ 13 อาณานิคมที่กลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

 

ชาวแคนาดาในเวลานั้นหวาดกลัวอย่างมากว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้กำลังทหารมาบุกยึดดินแดนของพวกเขา และกลืนกินพวกเขาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้อพยพจากฝรั่งเศสที่มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ปัจจุบันคือจังหวัดควิเบก ที่กลัวว่าพวกอเมริกันจะมากีดกันไม่ให้พวกเขาได้ปฎิบัติศาสนกิจในฐานะคาทอลิก (ชาวอเมริกันในสมัยนั้นมีความคิดต่อต้านคาทอลิกในระดับที่สูง) และห้ามไม่ให้พวกเขาใช้ภาษาแม่อย่างภาษาฝรั่งเศส

 

ดังนั้นความเป็นชาตินิยมของแคนาดาในยุคแรกจึงเป็นการต่อต้านสหรัฐอเมริกาด้วยการเป็นอาณานิคมที่ดีของจักวรรดิอังกฤษ เพื่อให้อังกฤษช่วยปกป้องพวกเขาจากอเมริกา และสร้างความทรงจำร่วมกันในชาติว่าแคนาดาได้อิสรภาพมาจากจักรวรรดิอังกฤษด้วยกระบวนการทางการเมืองอย่างศิวิไลซ์ ไม่ใช่อย่างป่าเถื่อนด้วยการทำสงครามอย่างสหรัฐอเมริกา

 

ชาตินิยมแบบซ้าย

 

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นั้น จักรวรรดิอังกฤษเสื่อมอำนาจลงไปอย่างมาก และประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มยอมรับกันแล้วว่าการมีอาณานิคมเป็นเรื่องล้าสมัยและผิดศีลธรรม นั่นทำให้ชาวแคนาดาไม่สามารถผูกความไม่เป็นอเมริกันกับการเป็น loyalist ได้อีกต่อไป ความไม่เป็นอเมริกันตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 จึงไปผูกกับนโยบายที่แคนาดามีไม่เหมือนกับอเมริกา

 

แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีนโยบายเอียงไปทางขวา (เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ) ทำให้แคนาดาไปยืนอยู่ฝั่งนโยบายเอียงซ้ายในแบบแคนาดามี ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (เทียบกับระบบประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายเงินเองของอเมริกา), แท้งเสรี (เทียบกับกฎหมายห้ามทำแท้งในหลายๆ รัฐ) และกฎหมายจำกัดการถือครองอาวุธปืนอย่างเข้มข้น (เทียบกับสิทธิการถือครองอาวุธปืนตามรัฐธรรมนูญของอเมริกา) เป็นต้น

 

ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อชาตินิยมของแคนาดานั้นเอียงซ้าย พรรคฝ่ายซ้ายอย่างลิเบอรัล (ของคาร์นีย์) ก็ย่อมเป็นพรรคที่นำกระแสชาตินิยมมาหาประโยชน์ทางการเมืองบ่อยครั้งกว่าพรรคฝ่ายขวาอย่างคอนเซอร์เวทีฟ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคโปรเกรสซีฟ-คอนเซอร์เวทีฟอย่าง ไบรอัน มัลรูนีย์ ที่ถูกโจมตีในฐานะที่เขาเป็นหัวหอกในการตกลงการเปิดเสรีการค้ากับประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งสุดท้ายแล้วได้กลายเป็นเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ NAFTA) เขาถูกนักการเมืองของพรรคลิเบอรัลโจมตีว่ากำลังนำประเทศไปสู่การเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของอเมริกา และนี่เป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่มัลรูนีย์เสียคะแนนนิยมไปอย่างมากจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพรรคโปรเกรสซีฟ-คอนเซอร์เวทีฟในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1993 จนนำไปสู่การล่มสลายของพรรคโปรเกรสซีฟ-คอนเซอร์เวทีฟ (ก่อนที่จะกำเนิดใหม่เป็นพรรคคอนเซอร์เวทีฟในเวลาต่อมา)

 

สงครามการค้าและรัฐที่ 51

 

หรือแม้แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คาร์นีย์ก็ได้ใช้ความหวาดกลัวต่อการถูกสหรัฐอเมริกากลืนกินมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในเวลานั้นทรัมป์เพิ่งชนะเลือกตั้ง และข่มขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีถึง 25% ต่อประเทศแคนาดา รวมทั้งข่มขู่ว่าเขาอาจจะใช้กำลังทหารในการยึดแคนาดามาเป็นรัฐที่ 51

 

คาร์นีย์พยายามฉายภาพว่าเขาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด ในการที่จะต่อกรกับเพื่อนบ้านที่ทำตัว “บูลลี่” อย่างทรัมป์ เพราะเขามีประสบการณ์เป็นนักบริหารขององค์กรขนาดใหญ่อย่างแบงก์ชาติของทั้งแคนาดาและอังกฤษ รวมถึงทุนข้ามชาติอย่างโกลด์แมนแซคมาก่อน ทำให้เขาน่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศได้ดีกว่าคู่แข่งจากพรรคคอนเซอร์เวทีฟอย่าง ปิแอร์ โพลิเอฟ ที่สำคัญเขายังพยายามฉายภาพว่าโพลิเอฟมีแนวคิดแบบขวาจัดไม่ต่างจากทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธปืน, สิทธิของบุคคลข้ามเพศ และประเด็นเรื่องโลกร้อน ทำให้การเลือกโพลิเอฟนั้นไม่ต่างอะไรกับการปูพื้นฐานให้แคนาดาพร้อมจะกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

 

ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่คาร์นีย์จะคงดำรงภาพลักษณ์ของการต่อต้านอเมริกาและทรัมป์ในฐานะนายกรัฐมนตรี คาร์นีย์พยายามจะดำเนินนโยบายให้แคนาดาลดการพึ่งพาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น การตกลงด้านภาษีศุลกากรกับจีนโดยที่แคนาดาจะลดภาษีนำเข้ารถไฟฟ้าจากจีน โดยที่จีนจะตอบแทนด้วยการลดภาษีนำเข้าสินค้าทางการเกษตรจากแคนาดา หรือการตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนในเชิงการทหารกับยุโรปผ่าน Security Action For Europe หรือ SAFE

 

สุนทรพจน์ที่ดาวอสน่าจะเป็นอีกหนึ่งเกมการเมืองที่ฉลาดของคาร์นีย์ ที่สร้างภาพว่าเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญคนหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ และปลุกเร้าชาตินิยมแบบแคนาดาที่สร้างคะแนนนิยมให้เขาและพรรคลิเบอรัลในเวลาเดียวกัน

 

ภาพ: REUTERS / Denis Balibouse / File Photo

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising