เอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติ ( National Defense Strategy : NDS) ของสหรัฐฯ ฉบับปี 2026 ที่เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ (23 มกราคม) ที่ผ่านมา ระบุอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้มองจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอันดับต้นๆ อีกต่อไป” และรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันตกมากขึ้น
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง เนื่องจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มองว่าปักกิ่งเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด
เนื้อหาเอกสารจำนวน 34 หน้า ชี้ว่า “พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ เช่น เกาหลีใต้ ควรต้องแบกรับภาระด้านกลาโหมร่วมกันอย่างยุติธรรม” ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก เพิ่มงบกลาโหมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะจากรัสเซียและเกาหลีเหนือ
เป้าหมายของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ คือ“ ฟื้นฟูความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก” ด้วยการเสริมสร้างหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งเป็นนโยบายของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 ที่ต่อต้านการล่าอาณานิคมและการแทรกแซงของยุโรปในทวีปอเมริกา
นโยบายและจุดยืนใหม่ๆ ในยุทธศาสตร์กลาโหมฉบับนี้คืออะไร? และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ยุทธศาสตร์กลาโหมของทรัมป์มีอะไรบ้าง?
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์กลาโหมดังกล่าว คือแนวทางที่เปลี่ยนไปของเพนตากอน ซึ่งมีหลักยึดว่า “ความมั่นคงของแผ่นดินสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตก” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
เอกสารฉบับนี้ ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ จะยึดหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
- การปกป้องแผ่นดิน
- การผลักดันให้พันธมิตรทั่วโลกลดการพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ
- การเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
- การหันมาป้องปรามจีน แทนการใช้นโยบายสกัดกั้น (Policy of Containment)
เนื้อหาเอกสาร NDS ยังระบุว่า “ความสัมพันธ์กับจีนจะถูกจัดการผ่าน ความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า”
“ไม่ใช่หน้าที่ของอเมริกาหรือผลประโยชน์ของชาติ ที่จะดำเนินการในทุกหนแห่งด้วยตัวของเราเองตามลำพัง และเราจะไม่ชดเชยข้อบกพร่องด้านความมั่นคงของพันธมิตร จากทางเลือกที่ขาดความรับผิดชอบของผู้นำของพวกเขา” เอกสารระบุ
ขณะที่สหรัฐฯ เลือกจะให้ความสำคัญอันดับแรกกับ “ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน”
เพนตากอนยังระบุในเอกสารว่า จะให้ “การเข้าถึงทางทหารและเชิงพาณิชย์” ในสถานที่สำคัญ เช่น กรีนแลนด์ และสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome สำหรับอเมริกาเหนือ
ทั้งนี้ เอกสาร NDS ในเวอร์ชันที่ไม่เป็นความลับ และเผยแพร่ทุก 4 ปีนั้น มีภาพถ่ายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานาธิบดีอยู่เป็นจำนวนมากและยังมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดยในยุคไบเดน เพนตากอนระบุถึง มหาอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก เช่น จีนและรัสเซีย ว่าเป็น ‘ความท้าทายหลัก’ ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
เอกสาร NDS นี้เผยแพร่ตามหลังเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่ายุโรปกำลังเผชิญกับการล่มสลายของอารยธรรม และไม่ได้มองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ขณะที่เอกสาร NDS ชี้ว่า “เศรษฐกิจของเยอรมนีมีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียมาก ดังนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมของยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากสหรัฐฯ แต่มีขอบเขตจำกัด”
นอกจากนี้ เนื้อหาของ NDS ยังระบุถึงการเป็นผู้นำในการสนับสนุนการป้องกันประเทศของยูเครนด้วย และระบุถึงประเด็นอิหร่าน โดยย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ว่า “รัฐบาลเตหะรานไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้” ขณะที่ย้ำท่าทีต่ออิสราเอล ในฐานะที่เป็น ‘พันธมิตรต้นแบบ’ ของสหรัฐฯ
“เรามีโอกาสที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้อิสราเอลสามารถปกป้องตนเองและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของเรา โดยต่อยอดจากความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง” เอกสารระบุ
ผลกระทบต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ คืออะไร?
รายงานของ Al Jazeera มองว่าผลกระทบประการแรก คือพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างชาติยุโรป ที่จะถูกลดความสำคัญลง และต้องแบกรับความรับผิดชอบด้านกลาโหมของตนเองมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา มีพันธมิตร NATO ในยุโรปหลายประเทศที่เพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศแล้ว อีกทั้งยังเสนอให้การรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครนเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย
สำหรับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตระหนักถึง “ภัยคุกคามทางทหารโดยตรงจากเกาหลีเหนือ ที่นำโดยคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด” โดยเอกสาร NDS ระบุว่า “กองกำลังนิวเคลียร์ของเปียงยางมีความสามารถมากขึ้นในการคุกคามแผ่นดินสหรัฐฯ”
ปัจจุบัน มีทหารอเมริกันราว 28,500 นายประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันประเทศเพื่อยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากเกาหลีเหนือ ขณะที่รัฐบาลโซลได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศขึ้นอีก 7.5% ในปีนี้ หลังจากถูกทรัมป์ กดดันให้แบ่งเบาภาระด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น
เอกสาร NDS ยังระบุว่า เกาหลีใต้ “มีความสามารถในการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการยับยั้งเกาหลีเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากสหรัฐฯ แต่มีข้อจำกัด” ซึ่งอาจส่งผลให้กองกำลังสหรัฐฯ ในคาบสมุทรเกาหลีลดลง
เอกสารยังระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสมดุลความรับผิดชอบนี้ สอดคล้องกับความสนใจของสหรัฐฯ ในการปรับปรุงท่าทีของกองกำลังทางทหารของตนในคาบสมุทรเกาหลี”
ฮาร์ช แพนต์ (Harsh Pant) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ประจำกรุงนิวเดลี และรองประธานของสถาบันวิจัย Observer Research Foundation ให้ความเห็นว่า “ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับนี้ สอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะให้พันธมิตร จัดการเรื่องความมั่นคงของตนเอง”
“รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนให้ความสัมพันธ์ในแง่ของความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรในปัจจุบันนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่พันธมิตรจะต้องแบกรับภาระที่หนักขึ้นและจ่ายส่วนแบ่งของตนเอง” เขากล่าว และชี้ว่า
“พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอินโดแปซิฟิก จะต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการกำหนดโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น”
“อเมริกาจะอยู่ที่นั่น และจะยังคงมีบทบาทครอบคลุม แต่จะไม่รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหมือนในอดีต” แพนต์กล่าว
ผลกระทบต่อไต้หวัน?
เนื้อหาเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติฉบับปี 2022 ในยุครัฐบาลไบเดน ระบุว่า ความท้าทายที่ครอบคลุมและร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ คือ “ความพยายามของจีนในการใช้การบีบบังคับและท่าทีอันก้าวร้าวที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อปรับเปลี่ยนภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและระบบระหว่างประเทศให้เหมาะสมกับผลประโยชน์และความต้องการแบบเผด็จการของตนเอง”
รัฐบาลไบเดน ชี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นั้นเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของปักกิ่งในเรื่องไต้หวัน
เพนตากอน
โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพนตากอนแสดงท่าทีว่า “จะสนับสนุนการป้องกันตนเองของไต้หวัน ให้สอดคล้องกับภัยคุกคาม (จากจีน) ที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับนโยบายจีนเดียว”
“จีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวออกไป และขู่ว่าจะยึดครองโดยใช้กำลังหากจำเป็น” ซึ่งในสุนทรพจน์วันปีใหม่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนให้คำมั่นว่าจะบรรลุการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวัน และชี้ว่าเป็นเป้าหมายที่ “ไม่อาจหยุดยั้งได้”
อย่างไรก็ตาม ในเอกสารยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติของสหรัฐฯ ประจำปีนี้ เพนตากอนไม่ได้ระบุถึงไต้หวันโดยตรง
เนื้อหาเอกสารในส่วนที่อาจเกี่ยวข้องระบุว่า “ความมั่นคง เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนชาวอเมริกันนั้น เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถของเราในการค้าขายและมีส่วนร่วมจากตำแหน่งที่ตั้งที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”
โดยเพนตากอนย้ำว่า “จะรักษาสมดุลอำนาจทางทหารที่เอื้ออำนวยในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากจีน”
ขณะที่เอกสาร NDS ระบุว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการครอบงำ ดูถูก หรือบีบคั้นจีน แต่ต้องการให้แน่ใจว่าทั้งจีนและใครก็ตาม ไม่สามารถครอบงำเราหรือพันธมิตรของเราได้”
โดยในทางกลับกัน สหรัฐฯ ต้องการ ‘สันติภาพที่ดี’ ในเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อชาวอเมริกัน แต่จีนก็สามารถยอมรับและอยู่ร่วมได้
“ดังนั้น สหรัฐฯ จะป้องปรามจีนด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า” เอกสารระบุ
อย่างไรก็ตาม แพนต์ชี้ว่า “นี่จะเป็นความผิดพลาดของจีนหากตีความว่า เนื้อหาเอกสาร NDS ดังกล่าวคือการที่อเมริกาละทิ้งพันธมิตร”
เขาตั้งข้อสังเกตว่า “มีคลื่นใต้น้ำ (ในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์) ที่ว่าอเมริกาต้องการเห็นความสมดุลของอำนาจที่มั่นคงในอินโดแปซิฟิก โดยที่จีนต้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า”
“สำหรับจีน หากตีความว่านี่คือการลดความมุ่งมั่นของอเมริกาต่อพันธมิตร นั่นจะไม่สอดคล้องอย่างแท้จริงกับเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์กลาโหมฉบับนี้”
อ้างอิง :


