ท่ามกลางกองเชียร์ผีแดงเลือดข้น 3,000 คนที่เดินทางจากเหนือลงใต้ตามมาเชียร์ถึงบนอัฒจันทร์ในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียมมีลูกๆของไมเคิล คาร์ริค 2 คนอยู่ในนั้นด้วย
สำหรับอดีตกองกลางตัวคุมจังหวะและวางบอล นี่คือช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจของเขา
‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ย่ำแย่และมองไม่เห็นอนาคตมาตลอด 14 เดือนภายใต้การนำของอดีต ‘ผู้จัดการ’ (aka หัวหน้าโค้ช) คนก่อน เก็บชัยชนะนัดที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นชัยชนะแบบ Big win ด้วย เพราะต่อจากการอัดแมนเชสเตอร์ ซิตี ราบคาบในเกมดาร์บี้เมืองแมน พวกเขาก็จัดการยัดเยียดความปราชัยให้จ่าฝูงและเต็งแชมป์ในฤดูกาลนี้อย่างอาร์เซนอลคาบ้าน
ไม่รู้เพราะผีตนไหนเข้าสิง หรือคาร์ริคไปทำพิธีปลุกเสกอะไรมาหรือเปล่า? ทำไมยูไนเต็ดเล่นเป็นคนละทีมเดียวกันกับยุคก่อนหน้านี้

ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ต้องขออนุญาตแจ้งให้ทราบถึงตัวเลขและข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่างหลังชัยชนะที่เอมิเรตส์ สเตเดียม
อย่างแรกนี่เป็นชัยชนะเหนืออาร์เซนอลหนแรกในรอบ 8 ปีที่เอมิเรตส์ หรือตั้งแต่ในยุคของโชเซ มูรินโญ
คาร์ริค ใช้เวลาแค่ 2 นัดในการเก็บชัยนะต่อเนื่อง 2 นัด ซึ่งเท่ากับที่รูเบน อโมริม ทำได้เพียงครั้งเดียวตลอดการคุมทีม 14 เดือนของกุนซือชาวโปรตุเกส (ซึ่งจริงๆคือชนะรวด 3 นัด ครั้งเดียวในเดือนตุลาคม จนทำให้ได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนไปครอง)
การชนะ 2 นัดนี้ทำให้เขาเก็บได้ 6 คะแนนเต็ม ซึ่งอโมริมใช้เวลาถึง 5 นัดกว่าจะเก็บได้ 7 คะแนน
หลังจบเกมที่เอมิเรตส์ แฟนบอลปีศาจแดงร้องรำทำเพลงให้กับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาโดยเฉพาะต่อคาร์ริค ที่เข้ามา ‘ปลุกผี’ ให้กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าเกรงขามอีกครั้ง ขณะที่เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมสโมสรผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารได้แต่นั่งยิ้มด้วยความพอใจกับผลงานของทีม
มันอาจจะเป็นแค่ 2 นัดก็จริง แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของแมนฯ ยูไนเต็ดในรอบ เอ่อ…หลายปีเลยทีเดียว
ทีนี้วนกลับไปคำถามที่น่าสนใจ คาร์ริคทำอะไรลงไป? เพราะแม้แต่ชาว Red Army เองยังไม่อยากเชื่อสายตาในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นจากทีมเลย
แข็งแกร่ง ดุดัน ช่วยกันเป็นทีม ที่สำคัญต่อบอลกันโบ๊ะบ๊ะๆแม่นยำจนงง ว่าที่ผ่านมาทำไมไม่เล่นกันแบบนี้?

ความจริงแล้วสิ่งที่คาร์ริคทำไม่มีอะไรซับซ้อนเป็นพิเศษ
ตามการวิเคราะห์ของแดนนี เมอร์ฟีย์แห่ง BBC มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เขาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับกุนซือคนก่อน นั่นคือการเลือกระบบการเล่นให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีในทีมและธรรมชาติของพวกเขา
จากระบบการเล่น 3-4-2-1 ที่พยายามมาเป็นปีแต่ไม่เวิร์ค คาร์ริคกลับมาใช้ระบบการเล่นแบบพื้นฐาน 4-2-3-1 (หรือ 4-1-4-1 แล้วแต่) ซึ่งเข้ากับธรรมชาติของนักเตะในทีมมากกว่า และที่สำคัญคือใช้นักเตะให้ตรงกับความถนัด ไม่มีการ Overthinking คิดซับคิดซ้อนซ่อนเงื่อน
บรูโน เฟอร์นันเดส เพลย์เมคเกอร์ที่ดีที่สุดของทีมอยู่ในตำแหน่งที่เขาจะทำประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับ ค็อบบี เมนู กองกลางที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้วกลับมาเป็นคีย์แมนในแดนกลางร่วมกับคาเซมิโรอีกครั้ง
อาหมัด ดิยาลโล อันตรายที่สุดในเวลาเล่นเป็นปีกตัวรุกก็ให้ปักหลักอยู่ตรงนั้นโดยมีดีโอโก ดาโลต์ ที่ถึงเกมรุกจะเหมือนคนไม่รู้หนังสือแต่อย่างน้อยความขยันในเกมรับก็ทำให้เกมฝั่งขวาของยูไนเต็ดมีของครบเครื่องพอสมควร
ฝั่งซ้ายลุค ชอว์กลับมาอยู่ในตำแหน่งถนัดของเขาคือแบ็กซ้าย มีหน้าที่สนับสนุน แพทริก ดอร์กู ที่เหมือนจะค้นพบความถนัดใหม่ในการขึ้นมาเป็นตัวรุกแบบเต็มตัว ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นประตูระดับมหัศจรรย์ของเขา
ขณะที่แดนหน้า ไบรอัน เอ็มโบโม แม้จะไม่ใช่ศูนย์หน้าอาชีพแต่ในระบบนี้เขาตอบโจทย์ได้ดีพอสมควร
ระบบได้แล้วสิ่งต่อมาคือเรื่องของการเลือกวิธีการเล่น
ด้วยความที่พวกเขาต้องเจอกับงานโหดอย่างแมนฯ ซิตีและอาร์เซนอล ทำให้คาร์ริค เลือกวิธีการเล่นในแบบที่เหมาะสมกับคู่ต่อสู้และศักยภาพของทีม
ไม่ต้องครองบอลสู้ ไม่ต้องเปิดหน้าแลก แต่อดทนและรอคอยจังหวะของตัวเอง ถ้ามีโอกาสและจังหวะแล้วต้องคว้าให้ได้
แค่นี้?

มากกว่านั้นคือรายละเอียดของการเล่น เช่น การขอให้ทีมพยายามต่อบอลสั้นให้เร็ว ให้ไว อย่าจนมุมให้กับเกมเพรสซิงของคู่แข่ง ดังนั้นเวลาที่ชิงบอลกลับมาได้ แมนฯ ยูไนเต็ดจะหาทางแกะบอลออกมาให้ได้ โดยที่เน้นในเรื่องของสปีดบอลห้ามช้า
คำสั่งที่ ‘ชัดเจน’ นี้ทำให้เราได้เห็นภาพของนักเตะยูไนเต็ดต่อบอลกันสวยงาม ไหลลื่นในหลายจังหวะ ซึ่งรวมถึงประตูแซงนำ 2-1 ของดอร์กู ที่ต่อบอลโบ๊ะบ๊ะกับบรูโน และประตูชัย 3-2 ของมาเตอุส คุนญา ที่มาจากการเล่นโอเพนเพลย์จนได้โอกาสส่องหน้ากรอบเขตโทษ
โดยที่คาร์ริค ดูเหมือนจะให้ ‘อิสระ’ ในการเล่น ไม่ลงในดีเทลมากจนเกินไป ให้อิสระนักเตะได้คิดเองทำเองบ้าง ทำให้แต่ละคนดูเพลิดเพลิน กลับมาสนุกกับการเล่นอีกครั้งแบบสังเกตได้
เหมือนได้ปลดปล่อยตัวตนออกมา หลังจากที่ถูกสะกดเอาไว้นานด้วยแท็กติกการเล่นที่พวกเขาอาจจะไม่ชอบ ไม่เชื่อ และเต็มไปด้วยข้อสงสัย
แค่ 2 นัดมันทำให้รู้สึกว่าคาร์ริคมี ‘แนวทาง’ ให้ทีมได้ชัดเจนกว่าในยุคที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ยุคของอโมริม แต่รวมถึงยุคของเอริค เทน ฮากด้วย
อย่างไรก็ดี มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
1. ความเชื่อ: ที่คาร์ริคเรียกกลับคืนมาสู่ทีม ทำให้นักเตะในทีมรู้สึกว่าบอสเชื่อมั่นในตัวพวกเขาว่าจะทำผลงานได้ดี และในทางกลับกันนักเตะเองก็เชื่อมั่นในแนวทางที่คาร์ริคนำเสนอด้วยเช่นกัน
2. บารมี: การเป็นอดีตกองกลางที่ประสบความสำเร็จกับสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลทางใจกับทีมไม่น้อย
3. สายเลือด: คาร์ริครู้และเข้าใจเป็นอย่างดีถึง DNA ของสโมสร รหัสพันธุกรรมปีศาจที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จ ว่าอะไรที่ทำให้ทีมนี้แตกต่างจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมเก่าของเขา
ทั้งหมดทั้งมวลทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดเก็บชัยชนะได้ 2 นัดติดต่อกัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ ‘แจ่ม’ ไฉไลกว่าหลายเดือน – ไม่สิ หลายปี – ที่ผ่านมา
เครดิตส่วนหนึ่งยกให้อโมริม ที่แม้จะค้นหาแนวทางของตัวเองและทีมไม่เจอในช่วง 14 เดือนในการทำงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่อย่างน้อยใน ‘พื้นฐาน’ แล้วเขามีส่วนในการช่วยวางปะรำพิธี อัญเชิญเครื่องหมู่บูชาต่างๆ มา
เผอิญกับที่คาร์ริครู้ ‘คาถา’ ที่จะใช้ปลุกผีพอดี และสวดถูกบทด้วย
อย่างไรก็ดีมันเป็นแค่ท่อนแรกของมหาคาถาปีศาจเท่านั้น ผีตนที่มาสิงอาจจะยังไม่ใช้พญาอสูรสีแดงที่เคยเขย่าขวัญวงการฟุตบอลอังกฤษและหายไปนานนับสิบปี ซึ่งต้องดูกันอีกยาวๆ ว่าคาร์ริคจะสวดมหาคาถานี้จบบทหรือเปล่า
ไม่ต้องดูไกล เอาแค่ 3 นัดข้างหน้ากับ ฟูแลม, สเปอร์ส และเวสต์แฮม เราก็น่าจะพอได้เห็นเค้าลางแล้ว
แต่ยอมรับตรงๆ ว่าเขียนถึงตรงนี้แอบรู้สึกว่าแฟนบอลยูไนเต็ดคนนั้นที่รอตัดผมมานาน
บางทีจองช่างล่วงหน้าได้เลยก็ได้นะ

กระบอกปืนที่เริ่มร้าว?
ทิ้งท้ายนิดๆ สำหรับอาร์เซนอล ในฐานะจ่าฝูงและเต็งหามแชมป์พรีเมียร์ลีกแรกในรอบ 22 ปี
การแพ้คาบ้านในวันนี้ แม้จะทำให้สถานการณ์ไม่สบายตัวและไม่สบายใจนักเพราะโดนซิตีกับแอสตัน วิลลาไล่ตามมาเหลือ 4 แต้ม แต่ความจริงแล้วทุกอย่างยังอยู่ในมือของพวกเขา และในเรื่องของ ‘ความสม่ำเสมอ’ ทีมของอาร์เตตายังดีกว่าอีก 2 ทีม
เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเริ่มมีอะไรให้แฟนกูนเนอร์ส ‘เอ๊ะ’ กันบ้าง
อาการช็อตหลังการพลาดของมาร์ติน ซูบิเมนดี ที่นำไปสู่การเสียประตูตีเสมอและเป็นจุดพลิกผันของเกม พวกเขาดูขาดความมั่นใจ ยิ่งเล่นยิ่งตีบตัน และมีอาการ ‘ขาสั่น’ ต่อแรงกดดันอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัด (ในขณะที่ยูไนเต็ดเหมือนผีที่ถูกปล่อย)
เสียงวิจารณ์นักเตะอย่างมาร์ติน โอเดอการ์ด และลามไปถึงบูกาโย ซากาเริ่มดัง พอๆ กับวิธีการเล่นของทีมที่เริ่มมีตีบมีตันในหลายนัด ซึ่งก่อนหน้าก็เสมอกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์
การแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวรวดเดียว 4 คนของอาร์เตตา ดูเหมือนคนที่เริ่มเป็น Panic
ย้ำว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของพวกเขาเอง และคู่แข่งเองก็ไม่ได้แกร่งหรือสม่ำเสมอเท่ากันด้วยซ้ำ การแพ้วันนี้จะไม่ส่งผลเสียร้ายแรงหากพวกเขากลับมาเก็บชัยนะต่อเนื่องได้เหมือนเดิม
แต่ถ้าใจอ่อนแอเมื่อไร และหวังพึ่งได้แค่ลูกเซตพีซอย่างเดียว
มันก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันนะ


